Monday, August 27, 2007

Home works for KM




ให้นักศึกษา POST ย่อบทความKMทั้ง 2 เรื่องโดย click ที่ comments

22 comments:

Baowzeangnoi said...

สรุปบทความ
การจัดการความรู้ในมุมมองของไอที
สมชาย นำประเสริฐ พสิษฐ์ กาญจนสัณห์เพชร
สังคมไทยก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความรู้ เพราะความรู้มีความสำคัญมาก เป็นเครื่องมือที่ทำให้ได้เปรียบในการแข่งขัน การได้มาซึ่งอำนาจและทรัพย์สิน การจัดการความรู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อกำหนดแนวทางที่จะนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้าไปสนับสนุนการบริหารความรู้ขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ยุคสารสนเทศสู่ยุคของความรู้
ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีการพัฒนาระบบ ERP (Enterprise Resource Planning ) เพื่อควบคุมการบริหารงานทั่วทั้งองค์กร ช่วยให้การดำเนินการภายในองค์กรมีความเชื่อมโยงกัน และเชื่อมโยงกับองค์กรภายนอกได้มากขึ้น
ระบบการจัดความรู้ ( Knowledge Management ) กล่าวถึงมากในระบบการศึกษา องค์กรวิจัยและทางธุรกิจ ซึ่งในปัจจุบันมีการพัฒนาโปรแกรมเพื่อช่วยบริหารความรู้ขององค์กร มีลักษณะการทำงานที่สอดคล้องและตอบสนองความต้องการขององค์กร
คนทาง IT มอง KM อย่างไร
การจัดความรู้แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ
1.Explicit Knowledge ความรู้ที่อยู่ในรูปข้อความ คำพูด เอกสารและกระบวนการ
2.Tacit Knowledge ความรู้ที่อยู่ในรูปของภาพ เสียง วีดีโอ
เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารองค์ความรู้ คือ รวบรวมข้อมูลจากระบบอื่น ๆ เพื่อ
ประมวลผลแบ่งกลุ่มและจัดทำดัชนีให้ง่ายต่อการจัดเก็บและสืบค้น เมื่อต้องการใช้ความรู้เหล่านั้น เทคโนโลยีสารสนเทศทำหน้าที่หลักในการบริหารองค์ความรู้ คือ การรวบรวม การจัดเก็บ และการนำความรู้ไปใช้งาน
ปัจจัยเสริมเพื่อให้การทำ KM ให้สำเร็จ
ความสำคัญการบริหารความรู้ภายในองค์กร เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งการบริหารข้อมูลและความรู้ที่เหมาะสมจะช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมายได้ ความรู้จะมีคุณค่าและสร้างประโยชน์กับองค์กรเมื่อนำไปใช้ในการสร้างหรือพัฒนาผลผลิต กระบวนการ การบริหารองค์ความรู้ต้องจัดการที่กระบวนการจัดการความรู้ เช่น กระบวนการจัดเก็บ ค้นหา ดูแล เทคโนโลยีสารสนเทศมีบทบาทมากในการจัดการกระบวนการให้มีประสิทธิภาพดีกว่าใช้คนจัดการ
การจัดการความรู้มีข้อจำกัด ดังต่อไปนี้
1.การจัดการความรู้ระดับปฏิบัติการ ระบบอาจไม่ตอบสนองต่อเป้าหมาย
2.การจัดการความรู้ 2 กลุ่ม คือ Explicit Knowledge ความรู้ในลักษณะของภาษาและสัญลักษณ์ต่าง ๆ และ Tacit Knowledge ความรู้ในลักษณะประสบการณ์และเป็นลักษณะเฉพาะตัว เทคโนโลยีสารสนเทศ สามารถมาบริหารและจัดการความรู้แบบ Explicit แต่ไม่สารถเข้ามาจัดการความรู้แบบ Tacit ได้
3. องค์กรต้องมีการจัดการเพื่อสนับสนุนให้ทุกคนในองค์กรแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกัน
และกัน การปรับปรุงโครงสร้างขององค์กรเพื่อการติดต่อสื่อสารเป็นไปอย่างราบรื่น ลดการแบ่งแยก ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการและเปลี่ยนข้อมูลและความรู้
แนวคิดสำหรับการจัดการความรู้ในองค์กร
ระบบการจัดความรู้ในองค์กร เป็นการวางระบบการจัดองค์ความรู้ซึ่งต้องการปัจจัยหลายด้าน องค์กรต้องมีการกำหนดวัตถุประสงค์ของการนำระบบการจัดความรู้มาใช้และต้องสอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กร ซึ่งจัดการได้โดยการควบคุมจัดการกระบวนการต่าง ๆ เช่น กระบวนการแลกเปลี่ยน การจัดเก็บ การสร้างความรู้ใหม่ การสืบค้น การนำไปใช้ เป็นต้น รวมทั้งสร้างสภาพแวดล้อมภายในองค์กร ที่ทำให้กระบวนการเหล่านี้สามารถทำงานได้ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือสนับสนุนกระบวนการการจัดการความรู้เหล่านี้
นายวิสทธิ์ อามาตย์...

ครูกระดาษทรายโรงเรียนราษฎร์บำรุง said...

การจัดการความรู้ในมุมมองของไอที
สมชาย นำประเสริฐชัย
พสิษฐิ์ กาญจนสัณห์เพชร
มุมมองของการจัดการความรู้ในความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และวิเคราะห์ถึงข้อดีข้อด้อย เพื่อช่วยกำหนดแนวทางที่จะนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้าไปสนับสนุนการบริหารความรู้ขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิผลปัจจุบันมีการกล่าถึงระบบการจัดการความรู้ (Knowledge Management
ในระบบซอร์ฟแวร์ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการความรู้นั้นแบ่งประเภทของความรู้ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ
* Explicit knowledge ที่มีโครงสร้างชัดเจนสามารถบันทึกจัดเก็บในรูปของ ข้อความ ,คำพูด ,เอกสาร
* Tacit knowledge คือ ความรู้ที่ไม่มีโครงสร้างที่ชัดเจนบางส่วนอาจจะอยู่ในรูปของภาพ ,เสียง ,วีดีโอ
ปัจจัยเสริมเพื่อให้การทำ KM ให้สำเร็จ
1) .การจัดการความรู้ในแบบที่เป็นการมองจากระดับปฏิบัติ เพื่อสามารถรองรับเป้าหมายและแผนงานธุรกิจขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2) ความรู้ที่ถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศสามารถรองรับความรู้ที่เป็น
Explicit knowledge คือ Tacit และ Explicit
3) ให้ทุกคนในองค์กรยอมแลกเปลี่ยนความรู้ ซึ่งกันและกัน ลดการแบ่งแยก
แนวคิดสำหรับการจัดการความรู้ในองค์กร
ในการจัดการ องค์ความรู้ในหลายด้านตามที่ได้กล่าวมาข้างต้นองค์กรต้องมีการกำหนดวัตถุประสงค์ของการนำระบบการจัดการความรู้มาใช้และต้องสอดคล้องกับเป้าหมายรวมขององค์กร ระบบการจัดการความรู้สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ และจัดการ กับความรู้เดิม เพื่อสนับสนุนกลยุทธ์ขององค์กร และบรรลุเป้าหมายที่วางไว้
สรุป
ความรู้แบบ Tacit อย่างเช่นทักษะและความสามารถพิเศษที่เกิดจากประสบการณ์และการฝึกฝนของ
บุคลากรนั้นมีความสำคัญต่อองค์กรมากกว่าความรู้แบบ Explicit แต่บริหารและจัดการได้ยาก แม้แต่ระบบ
เทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยก็ไม่สามารถรองรับการจัดการความรู้ประเภทนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องอาศัยการจัดการปัจจัยอื่นภายในองค์กร เช่น การบริหารงานบุคคล, การให้แรงจูงใจ, การจัดโครงสร้างและกระบวนการทำงานภายในองค์กร เป็นต้น เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดความรู้ การแลกเปลี่ยนความรู้ และนำสิ่งเหล่านี้ไปใช้งานและร่วมกันสร้างความรู้ใหม่ ๆ ให้แก่องค์กรบทความนี้แสดงให้เห็นว่าหลักการบริหารองค์ความรู้ในองค์กรแม้จะมีการเชื่อมโยงกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ถูกพัฒนามาเพื่อรองรับ แต่การจัดการความรู้ไม่ใช่การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ ความสำเร็จในระบบการจัดการความรู้ขึ้นกับปัจจัยหลายประการไม่ใช่ขึ้นกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างเดียวเท่านั้น จึงฝากให้องค์กรต่างๆ ที่จะนำระบบการจัดการความรู้มาใช้ได้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง

ทศวิบัติของการจัดการความรู้ในหน่วยราชการ
วิจารณ์ พานิช

ในบทความเรื่อง “ทศปฏิบัติสู่ความเป็นองค์การเรียนรู้ของหน่วยราชการ” ได้เสนอข้อปฏิบัติ 10 ประการ สำหรับพัฒนาหน่วยราชการไปสู่ความเป็นองค์การเรียนรู้เน้นที่การปฏิบัติที่พบเห็นอยู่ทั่วไปในหน่วยราชการ และเชื่อว่าองค์การอื่นๆ ที่ไม่ใช่ราชการ ก็อาจได้ประโยชน์ หากหมั่นตรวจสอบ และ “กำจัดจุดอ่อน” เหล่านี้เสีย
วิบัติที่ 1 ภาวะผู้นำที่พิการหรือบิดเบี้ยว
มีการปฏิบัติของผู้นำระดับสูงขององค์การหลายประการที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการจัดการความรู้ ที่สำคัญ ๆ ได้แก่
• ไม่รู้จัก
• ไม่สนับสนุน
• ถือประโยชน์ส่วนตน
• มีการแย่งชิงอำนาจ
• การรวมศูนย์ ของภาวะผู้นำ
วิบัติที่ 2 วัฒนธรรมอำนาจ
องค์การที่อยู่ใต้วัฒนธรรมอำนาจ (top – down, command and control) จะมีลักษณะ
• บุคลากรแสดงความเคารพยำเกรง จงรักภักดีต่อ “นาย” ที่เอื้อประโยชน์แก่ตนได้ และทำงานเพื่อสนอง “นโยบาย” ของ “นาย” เป็นหลัก โดยไม่คำนึงถึงเป้าหมายหลักขององค์การ
• องค์การมีลักษณะเป็น “แท่งอำนาจ” หลาย ๆ แท่งอยู่ด้วยกันในลักษณะแท่งใครแท่งมัน
• การติดต่อสื่อสารมีลักษณะสื่อสารแนวดิ่งภายในแท่งของตน ไม่มีการติดต่อสื่อสารระหว่างแท่ง หรือถ้าจะมีก็ต้องเป็นทางการ โดยผู้มีอำนาจสูงสุดของแท่ง “อนุมัติ” ให้ดำเนินการได้
• การริเริ่มสร้างสรรค์ใหม่ ๆ จะดำเนินได้เฉพาะโดย “นโยบาย” หรือโดยการอนุมัติของผู้มีอำนาจสูงสุดภายในแท่งเท่านั้น
• การปฏิบัติงานต้องเป็นไปตามกฎระเบียบโดยเคร่งครัด
• ความสัมพันธ์เป็นลักษณะ “ผู้บังคับบัญชา” กับ “ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา”
อันตรายสำคัญที่สุดก็คือ คนที่ทำงานภายใต้วัฒนธรรมอำนาจเป็นเวลานานจนเคยชิน
ศักยภาพในการเรียนรู้และสร้างสรรค์จะหดหายไป ในลักษณะที่ทางการแพทย์เรียกว่า “หดเพราะไม่ได้ใช้งาน” (disuse atrophy) เพื่อลดความรุนแรงของวัฒนธรรมอำนาจ องค์การควรมีการยกย่องและให้รางวัลหน่วยงานย่อยที่มีพฤติกรรมหรือกิจกรรมให้ปันความรู้แก่หน่วยงานอื่นภายในองค์การหรือมีการดำเนินการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างบุคคลภายในหน่วยงาน โดยที่ความรู้ที่นำมาแลกเปลี่ยนหรือให้ปัน ส่วนใหญ่ได้มาจากการทดลองหาวิธีทำงานแบบใหม่ๆ
วิบัติที่ 3 ไม่ให้คุณค่าต่อความแตกต่างหลากหลาย
ในองค์การแบบนี้สิ่งที่เน้นคือ “เอกภาพ” ภายใต้หลักการว่าทุกคนในหน่วยงานจะต้องมีวิธีคิดแบบเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีความคิดเชิง “เห็นพ้อง” กับ “ผู้บังคับบัญชา” ในทุกเรื่อง ในลักษณะ “ว่านอนสอนง่าย” “ไม่กระด้างกระเดื่องต่อผู้บังคับบัญชา ที่จริง คนที่ทำงานร่วมกันจะต้องมีความเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่ว่าระหว่างผู้ที่อาวุโสกว่ากับผู้อาวุโสต่ำกว่า และระหว่างผู้มีภาระรับผิดชอบในระดับเดียวกัน แต่การมีวิธีคิดหรือมีความเห็นแตกต่างกัน ต้องไม่ถือเป็นการไม่เคารพหรือกระด้างกระเดื่อง
การจัดการความรู้จะได้ผลสูงส่ง ต่อเมื่อมีผู้ร่วมงานที่แตกต่างหลากหลายในด้านต่าง ๆ มาร่วมปฏิบัติ และร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน โดยมีการพัฒนาทักษะในการใช้พลังของความแตกต่างหลากหลายให้เกิดผลเชิงบวก เชิงสร้างสรรค์
วิบัติที่ 4 ไม่เปิดโอกาสให้ทดลองวิธีทำงานใหม่ ๆ
องค์การแบบนี้เน้นการทำงานตาม “แบบฉบับ” ตามกฎระเบียบหรือตามประเพณีที่ปฏิบัติต่อ ๆ กันมาอย่างเคร่งครัดผู้ที่หาวิธีทำงานที่แตกต่างไปจากเดิมเพื่อให้งานมีคุณภาพสูงขึ้น หรือมีประสิทธิภาพมากขึ้น อาจไม่เป็นที่ชอบใจของเพื่อน ๆ หรือเป็นที่เพ่งเล็งของผู้บังคับบัญชาการริเริ่มสิ่งใหม่ ๆ และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จะถูกปิดกั้น การดำเนินการจัดการความรู้จะไม่ได้ผล
ผู้บริหารระดับสูงจะต้องหาวิธีส่งเสริมให้มีการทดลองวิธีทำงานใหม่ ๆ ได้ในทุกระดับ โดยไม่ผิดกฎเกณฑ์กติกา และนำผลการทดลองมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน
วิบัติที่ 5 ไม่รับรู้ความเปลี่ยนแปลงภายนอก
หน่วยงานที่ไม่รับรู้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคมหรือในสภาพแวดล้อมภายนอกองค์การ นั้นอยู่ในลักษณะ “ตั้งอยู่ในความประมาท” คือไม่ตระหนักว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นมีผลกระทบต่อตนหรือหน่วยงานของตน ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม ท่านที่อ่านหนังสือ Who Moved My Cheese? จะเข้าใจประเด็นนี้ดี
หน่วยราชการอยู่ในสภาพ “ไม่มีวันเจ๊ง” จึงไม่คุ้นเคยกับการขวนขวายปรับตัว ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด แต่ในเวลานี้รัฐบาลได้ใส่เงื่อนไขต่าง ๆ เข้าไปกระตุ้นให้หน่วยราชการและข้าราชการต้องตื่นตัว ทำงานในลักษณะที่จะต้อง “รับมือ” ต่อการเปลี่ยนแปลงหรือแรงบีบคั้นจากภายนอก การกำหนดให้หน่วยราชการต้องดำเนินการจัดการความรู้และพัฒนาไปเป็นองค์การเรียนรู้ ก็เป็นการสร้างเงื่อนไขอย่างหนึ่ง
หน่วยราชการที่ผู้บริหารระดับสูง และข้าราชการในองค์การยังคงตั้งอยู่ในความประมาทดังกล่าว จะไม่เกิดการจัดการความรู้ที่เป็น “ของจริง” หรือ “ของแท้”
วิบัติที่ 6 ไม่คิดพึ่งตนเองในด้านความรู้
หน่วยราชการต่าง ๆ อยู่ในสภาพ “พึ่งพาความรู้จากภายนอก” จนเคยชิน กล่าวคือทำงานตาม “ความรู้” ที่กำหนดไว้ในกฎระเบียบอย่างชัดเจนตายตัว จึงขาดทั้งแนวความคิดและทักษะในการสร้างความรู้ขึ้นใช้เองในงานของตน ข้าราชการที่อยู่ในสภาพนี้นาน ๆ ก็จะ “เป็นง่อยทางปัญญา” คำว่าปัญญาในที่นี้หมายถึงปัญญาปฏิบัติ คือปัญญาที่ได้จากการปฏิบัติงาน และใช้สำหรับปฏิบัติงาน เป็น “ปัญญารวมหมู่” (collective wisdom) คือ มาจากการเรียนรู้ร่วมกันผ่านการปฏิบัติ แต่จะเกิดการเรียนรู้ร่วมกันในหมู่ข้าราชการในหน่วยงานเดียวกัน จะต้องมีความคิดร่วมกันในการพึ่งตนเองด้านความรู้อย่างน้อยก็ในระดับหนึ่ง
วิบัติที่ 7 ไม่ยอมรับความไม่ชัดเจนในการทำงานบางส่วน
การทำงานในแนวทางเช่นนี้จึงเป็นการทำงานที่เอาตัวผู้ให้บริการเป็นตัวตั้งหรือเป็นศูนย์กลาง ผู้รับบริการ (หรือลูกค้า) ต้องอนุโลมตามผู้ให้บริการ
แต่งานบริการสมัยใหม่เน้นผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง “ตามความพึงพอใจของลูกค้าหรือผู้ใช้บริการ” ซึ่งจะไม่อยู่ในสภาพที่ตายตัว ความเข้าใจเรื่องราวตามความพึงพอใจของผู้ใช้บริการก็ไม่ชัดเจนในทุกเรื่อง เมื่อเข้าใจไม่ชัดเจน ความรู้ไม่พอ ก็ต้องสร้างความรู้ขึ้นใช้จะเห็นว่าความไม่ชัดเจนคือบ่อเกิดของความรู้ แต่วัฒนธรรมของราชการเป็นวัฒนธรรมปฏิเสธความไม่ชัดเจน จึงเท่ากับปฏิเสธบ่อเกิดแห่งความรู้ทำให้ไม่มีโจทย์สำหรับแสวงหาและสร้างความรู้เพื่อการทำงาน ขาด “ตัวช่วย” สำหรับการจัดการความรู้ที่ทรงพลัง
วิบัติที่ 8 การดำเนินการจัดการความรู้ไม่ได้แทรกเป็นเนื้อเดียวกับงานประจำ ทำให้รู้สึกว่าเป็นภาระ หรือเป็นงานที่เพิ่มขึ้น
การจัดการความรู้ควรดูแลโดยหน่วยพัฒนาองค์การ (OD – Organization Development) ร่วมกับหน่วยพัฒนาทรัพยากรบุคคล และหน่วยเทคโนโลยีสารสนเทศ ดำเนินการในลักษณะที่การจัดการความรู้ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานรู้สึกว่าตนเองได้รับประโยชน์ เพราะทำให้งานสะดวกขึ้น ผลงานดีขึ้น ลดงานที่ไม่จำเป็นลง เกิดการเรียนรู้มากขึ้น เกิดความภาคภูมิใจในผลงาน เกิดความรู้สึกว่าตนได้รับการยอมรับนับถือจากเพื่อนร่วมงานเพิ่มขึ้น และในขณะเดียวกัน หน่วยงานหรือองค์การเคลื่อนสู่ความเป็น “องค์การเรียนรู้” และมี “ขุมความรู้” เพื่อการปฏิบัติงานแต่ละชิ้น แต่ละประเภท เก็บไว้ในองค์การ ในลักษณะของความรู้เพื่อการปฏิบัติ ที่ค้นหาได้ทันท่วงที และมีความใหม่ สด อยู่เสมอ
วิบัติที่ 9 การดำเนินการจัดการความรู้ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่เป้าหมายหลักขององค์การ
นี่คือ “จุดตาย” ที่พบบ่อย มีลักษณะของการจัดการความรู้ที่ดำเนินการถูกขั้นตอนทุกอย่าง มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างเข้มข้น เกิดการยกระดับความรู้ แต่เมื่อประเมินผลกระทบต่อกิจการขององค์การแล้ว พบว่ามีผลน้อยมาก เมื่อตรวจสอบก็พบว่าผู้ดูแลระบบจัดการความรู้ (CKO – Chief Knowledge Officer) ไม่ได้ดูแลให้เป้าหมายของการจัดการความรู้พุ่งไปในทิศทางเดียวกับวิสัยทัศน์และเป้าหมายขององค์การ
เข้าทำนอง กระบวนการดี “ต่อยดี” แต่ผิดเป้า หรือไม่ถูกที่สำคัญ
วิบัติที่ 10 ไม่มีพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่ทุกคนในหน่วยงานสามารถเข้ามาแลกเปลี่ยน
แบ่งปันความรู้อย่างเป็นธรรมชาติ
กิจกรรมที่สำคัญที่สุดในกระบวนการจัดการความรู้คือ “การแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้”
(knowledge sharing) ซึ่งต้องการ “พื้นที่” ให้คนมาพบปะกัน ทั้งที่เป็น “พื้นที่จริง” และ “พื้นที่ เสมือน” และเป็นพื้นที่ที่อยู่ในลักษณะ “พื้นที่ประเทืองปัญญา” คือไม่ใช่เป็นพื้นที่ที่ “ไร้ชีวิต” ขาดการดูแล แต่เป็นพื้นที่ที่มี “การจัดการ” ให้เกิดความสนุกสนานในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เกิดความรู้สึกใน “น้ำใจไมตรี” ระหว่างผู้เข้ามา “สนุก” ในพื้นที่ เกิดความรู้สึกภาคภูมิใจที่ตนได้มี “สิ่งละอัน พันละนิด” มาแลกเปลี่ยนแบ่งปันกับเพื่อนร่วมงาน และร่วมกันสร้างความมีชีวิตชีวาในการทำงานหากขาด “พื้นที่ที่มีชีวิต” การจัดการความรู้ในองค์การจะจืดชืด ไม่สามารถเกิดผลอันทรงพลังได้
ที่จริงการปฏิบัติที่เป็นอุปสรรคต่อการจัดการความรู้ยังมีอีกมาก เช่น ความพิการของการสื่อสารภายในองค์การ การไม่มีระบบข้อมูลและการประเมินผลงาน การเน้นกำหนดแผนงานและวิธีปฏิบัติลงไปในรายละเอียด เป็นต้น แต่ในที่นี้จะขอระบุเน้นเพียง 10 ข้อปฏิบัติที่น่าจะเป็นปัจจัยถ่วงหรือหน่วงเหนี่ยวการจัดการความรู้ในภาคราชการมากที่สุดหน่วยราชการที่ต้องการบรรลุผลสำเร็จในการจัดการความรู้สู่การเป็นองค์การเรียนรู้ พึงตรวจสอบ “ปัจจัยสู่วิบัติ” เหล่านี้ และขจัดปัดเป่าออกไปเสีย

veerachai said...

สรุปบทความ
การจัดการความรู้ในมุมมองของไอที
สมชาย นำประเสริฐ พสิษฐ์ กาญจนสัณห์เพชร
การจัดการความรู้(Knowledge Managementหรือ KM) ในความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และวิเคราะห์ถึงข้อดีข้อด้อย เพื่อช่วยกำหนดแนวทางที่จะนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้าไปสนับสนุน การบริหารความรู้ขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิผล ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมีพัฒนาการที่สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจ การศึกษา องค์กรการวิจัย
ปัจจุบันมีโปรแกรมหลายประเภทถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยบริหารความรู้ขององค์กร และตอบสนองความต้องการขององค์กรอย่างมาก
การจัดการความรู้นั้นแบ่งประเภทของความรู้ออก เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ
1.Explicit knowledge เป็นกลุ่มที่มีโครงสร้างชัดเจนสามารถบันทึกจัดเก็บในรูปของ ข้อความ ,คำพูด ,เอกสาร ได้ เช่น คู่มือปฏิบัติงาน ,กระบวนการทำงานต่าง ๆ เป็นต้น
2.Tacit knowledge เป็นกลุ่ม ความรู้ที่ไม่มีโครงสร้างที่ชัดเจนบางส่วนอาจจะอยู่ในรูปของภาพ ,เสียง ,วีดีโอ เป็นต้น
ความรู้ทั้ง 2 ชนิดจะสามารถถูกประมวลผล จัดเก็บ ทำดัชนีสำหรับสืบค้นเพื่อรองรับการนำไปใช้งานเมื่อต้องการ หน้าที่ทีสำคัญอีกอย่างหนึ่งของเทคโนโลยีสารสนเทศในระบบการจัดการความรู้คือเป็นตัวกลางที่ทำให้เกิดการเชื่อมโยงและทำงานร่วมกัน (Communication & Collaboration) ของผู้ที่ต้องการความรู้กับองค์ความรู้ นอกจากนี้ยังเห็นได้ว่าเทคโนโลยีสารสนเทศ ยังเข้ามาทำหน้าที่หลัก ๆ ในการช่วยบริหารองค์ความรู้ คือการรวบรวม การจัดเก็บ และการนำความรู้ไปใช้งาน กระบวนการเหล่านี้จะเป็นการจัดการกับองค์ความรู้เก่า หรือ ความรู้ ที่อยู่ในพนักงานบางคน (Personal knowledge) บางกลุ่มในองค์กร ให้สามารถนำมาใช้ใหม่ได้อย่างทั่วถึงทั้งองค์กร (Organizational knowledge)
ปัจจัยเสริมเพื่อให้การทำ KM ให้สำเร็จ
1. การจัดการความรู้ในแบบที่เป็นการมองจากระดับปฏิบัติ เพื่อสามารถรองรับเป้าหมายและแผนงานธุรกิจขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. ความรู้ที่ถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศสามารถรองรับความรู้ที่เป็น
Explicit knowledge คือ Tacit และ Explicit
3. ให้ทุกคนในองค์กรยอมแลกเปลี่ยนความรู้ ซึ่งกันและกัน ลดการแบ่งแยก
แนวคิดสำหรับการจัดการความรู้ในองค์กร
ในการจัดการ องค์ความรู้ในหลายด้าน องค์กรต้องมีการกำหนดวัตถุประสงค์ของการนำระบบการจัดการความรู้มาใช้และต้องสอดคล้องกับเป้าหมายรวมขององค์กร ระบบการจัดการความรู้สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ และจัดการ กับความรู้เดิม เพื่อสนับสนุนกลยุทธ์ขององค์กร และบรรลุเป้าหมายที่วางไว้

ความรู้แบบ Tacit เป็นทักษะและความสามารถพิเศษที่เกิดจากประสบการณ์และการฝึกฝนของ
คนมีความสำคัญต่อองค์กรมากกว่าความรู้แบบ Explicit แต่บริหารและจัดการได้ยาก แม้แต่ระบบ
เทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยก็ไม่สามารถรองรับการจัดการความรู้ประเภทนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องอาศัยการจัดการปัจจัยอื่นภายในองค์กร เช่น การบริหารงานบุคคล, การให้แรงจูงใจ, การจัดโครงสร้างและกระบวนการทำงานภายในองค์กร เป็นต้น เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดความรู้ การแลกเปลี่ยนความรู้ และนำสิ่งเหล่านี้ไปใช้งานและร่วมกันสร้างความรู้ใหม่ ๆ ให้แก่องค์กรบทความนี้แสดงให้เห็นว่าหลักการบริหารองค์ความรู้ในองค์กรแม้จะมีการเชื่อมโยงกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ถูกพัฒนามาเพื่อรองรับ แต่การจัดการความรู้ไม่ใช่การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ ความสำเร็จในระบบการจัดการความรู้ขึ้นกับปัจจัยหลายประการไม่ใช่ขึ้นกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างเดียวเท่านั้น

………………………………………………………………..

ทศวิบัติของการจัดการความรู้ในหน่วยราชการ
วิจารณ์ พานิช


“ทศวิบัติของการจัดการความรู้(Knowledge Managementหรือ KM) ในหน่วยราชการ” คือหลักการปฏิบัติ 10 ประการที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อผลสำเร็จในการดำเนินการจัดการความรู้
วิบัติที่ 1 ภาวะผู้นำที่พิการหรือบิดเบี้ยว
การปฏิบัติของผู้นำที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการจัดการความรู้ ที่สำคัญ ๆ ได้แก่
o ไม่รู้จักและไม่สนใจการจัดการความรู้
o ไม่สนับสนุนหรือสนับสนุนแบบไม่จริงใจ
o ถือประโยชน์ส่วนตนสำคัญกว่าประโยชน์ส่วนองค์การ
o มีการแย่งชิงอำนาจในหมู่ผู้บริหารระดับสูง หรือไม่สามัคคีกัน
o การรวมศูนย์ ของภาวะผู้นำ คือคิด และปฏิบัติ ที่ต้องยึดถือแนวทางทำงานแบบ “เอื้ออำนาจ” (empowerment) ไม่ใช่แบบ “หวงอำนาจ” หรือ “รวบอำนาจ
วิบัติที่ 2 วัฒนธรรมอำนาจ
องค์การที่อยู่ใต้วัฒนธรรมอำนาจ (top – down, command and control) มีลักษณะ
o บุคลากรแสดงความเคารพยำเกรง จงรักภักดีต่อ “นาย” ที่เอื้อประโยชน์แก่ตนได้ และทำงานเพื่อสนอง “นโยบาย” ของ “นาย” เป็นหลัก โดยไม่คำนึงถึงเป้าหมายหลักขององค์การ
o องค์การมีลักษณะเป็น “แท่งอำนาจ” หลาย ๆ แท่งอยู่ด้วยกันในลักษณะแท่งใครแท่งมัน
o การติดต่อสื่อสารมีลักษณะสื่อสารแนวดิ่งภายในแท่งของตน ไม่มีการติดต่อสื่อสารระหว่างแท่ง หรือถ้าจะมีก็ต้องเป็นทางการ โดยผู้มีอำนาจสูงสุดของแท่ง “อนุมัติ” ให้ดำเนินการได้
o การริเริ่มสร้างสรรค์ใหม่ ๆ จะดำเนินได้เฉพาะโดย “นโยบาย” หรือโดยการอนุมัติของผู้มีอำนาจสูงสุดภายในแท่งเท่านั้น
o การปฏิบัติงานต้องเป็นไปตามกฎระเบียบโดยเคร่งครัด
o ความสัมพันธ์เป็นลักษณะ “ผู้บังคับบัญชา” กับ “ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา”
วิบัติที่ 3 ไม่ให้คุณค่าต่อความแตกต่างหลากหลาย
ในองค์การแบบนี้สิ่งที่เน้นคือ “เอกภาพ” ภายใต้หลักการว่าทุกคนในหน่วยงานจะต้องมีวิธีคิดแบบเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีความคิดเชิง “เห็นพ้อง” กับ “ผู้บังคับบัญชา” ในทุกเรื่อง
การจัดการความรู้จะได้ผลสูงส่ง ต่อเมื่อมีผู้ร่วมงานที่แตกต่างหลากหลายในด้านต่าง ๆ มาร่วมปฏิบัติ และร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน โดยมีการพัฒนาทักษะในการใช้พลังของความแตกต่างหลากหลายให้เกิดผลเชิงบวก เชิงสร้างสรรค์
วิบัติที่ 4 ไม่เปิดโอกาสให้ทดลองวิธีทำงานใหม่ ๆ
องค์การแบบนี้เน้นการทำงานตาม “แบบฉบับ” ตามกฎระเบียบหรือตามประเพณีที่ปฏิบัติต่อ ๆ กันมา
ผู้บริหารระดับสูงจะต้องหาวิธีส่งเสริมให้มีการทดลองวิธีทำงานใหม่ ๆ ได้ในทุกระดับ โดยไม่ผิดกฎเกณฑ์กติกา และนำผลการทดลองมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน
วิบัติที่ 5 ไม่รับรู้ความเปลี่ยนแปลงภายนอก
องค์การไม่ตระหนักว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นมีผลกระทบต่อตนหรือหน่วยงานของตน ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม หน่วยราชการอยู่ในสภาพ “ไม่มีวันเจ๊ง” จึงไม่คุ้นเคยกับการขวนขวายปรับตัว ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด แต่ในเวลานี้รัฐบาลได้ใส่เงื่อนไขต่าง ๆ เข้าไปกระตุ้นให้หน่วยราชการและข้าราชการต้องตื่นตัว ทำงานในลักษณะที่จะต้อง “รับมือ” ต่อการเปลี่ยนแปลงหรือแรงบีบคั้นจากภายนอก การกำหนดให้หน่วยราชการต้องดำเนินการจัดการความรู้และพัฒนาไปเป็นองค์การเรียนรู้ ก็เป็นการสร้างเงื่อนไขอย่างหนึ่ง

วิบัติที่ 6 ไม่คิดพึ่งตนเองในด้านความรู้
หน่วยราชการต่าง ๆ อยู่ในสภาพ “พึ่งพาความรู้จากภายนอก” คือทำงานตาม “ความรู้” ที่กำหนดไว้ในกฎระเบียบอย่างชัดเจนตายตัว จึงขาดทั้งแนวความคิดและทักษะในการสร้างความรู้ขึ้นใช้เองในงานของตน ข้าราชการที่อยู่ในสภาพนี้นาน ๆ ก็จะ “เป็นง่อยทางปัญญา” คำว่าปัญญาในที่นี้หมายถึงปัญญาปฏิบัติ คือปัญญาที่ได้จากการปฏิบัติงาน และใช้สำหรับปฏิบัติงาน เป็น “ปัญญารวมหมู่” (collective wisdom) คือ มาจากการเรียนรู้ร่วมกันผ่านการปฏิบัติ แต่จะเกิดการเรียนรู้ร่วมกันในหมู่ข้าราชการในหน่วยงานเดียวกัน
วิบัติที่ 7 ไม่ยอมรับความไม่ชัดเจนในการทำงานบางส่วน
การทำงานโดยยึดผู้ให้บริการเป็นตัวตั้งหรือเป็นศูนย์กลาง ผู้รับบริการ (หรือลูกค้า) ต้องอนุโลมตามผู้ให้บริการ
แต่งานบริการสมัยใหม่เน้นผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง “ตามความพึงพอใจของลูกค้าหรือผู้ใช้บริการ” ซึ่งจะไม่อยู่ในสภาพที่ตายตัว ความเข้าใจเรื่องราวตามความพึงพอใจของผู้ใช้บริการก็ไม่ชัดเจนในทุกเรื่อง เมื่อเข้าใจไม่ชัดเจน ความรู้ไม่พอ ก็ต้องสร้างความรู้ขึ้นใช้จะเห็นว่าความไม่ชัดเจนคือบ่อเกิดของความรู้ แต่วัฒนธรรมของราชการเป็นวัฒนธรรมปฏิเสธความไม่ชัดเจน จึงเท่ากับปฏิเสธบ่อเกิดแห่งความรู้ทำให้ไม่มีโจทย์สำหรับแสวงหาและสร้างความรู้เพื่อการทำงาน ขาด “ตัวช่วย” สำหรับการจัดการความรู้ที่ทรงพลัง
วิบัติที่ 8 การดำเนินการจัดการความรู้ไม่ได้แทรกเป็นเนื้อเดียวกับงานประจำ ทำให้รู้สึกว่าเป็นภาระ หรือเป็นงานที่เพิ่มขึ้น
การจัดการความรู้ควรดูแลโดยหน่วยพัฒนาองค์การ (OD – Organization Development) ร่วมกับหน่วยพัฒนาทรัพยากรบุคคล และหน่วยเทคโนโลยีสารสนเทศ ดำเนินการในลักษณะที่การจัดการความรู้ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานรู้สึกว่าตนเองได้รับประโยชน์ เพราะทำให้งานสะดวกขึ้น ผลงานดีขึ้น ลดงานที่ไม่จำเป็นลง เกิดการเรียนรู้มากขึ้น เกิดความภาคภูมิใจในผลงาน เกิดความรู้สึกว่าตนได้รับการยอมรับนับถือจากเพื่อนร่วมงานเพิ่มขึ้น และในขณะเดียวกัน หน่วยงานหรือองค์การเคลื่อนสู่ความเป็น “องค์การเรียนรู้” และมี “ขุมความรู้” เพื่อการปฏิบัติงานแต่ละชิ้น แต่ละประเภท เก็บไว้ในองค์การ ในลักษณะของความรู้เพื่อการปฏิบัติ ที่ค้นหาได้ทันท่วงที และมีความใหม่ สด อยู่เสมอ
วิบัติที่ 9 การดำเนินการจัดการความรู้ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่เป้าหมายหลักขององค์การ
นี่คือ “จุดตาย” ที่พบบ่อย มีลักษณะของการจัดการความรู้ที่ดำเนินการถูกขั้นตอนทุกอย่าง มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างเข้มข้น เกิดการยกระดับความรู้ แต่เมื่อประเมินผลกระทบต่อกิจการขององค์การแล้ว พบว่ามีผลน้อยมาก เมื่อตรวจสอบก็พบว่าผู้ดูแลระบบจัดการความรู้ (CKO – Chief Knowledge Officer) ไม่ได้ดูแลให้เป้าหมายของการจัดการความรู้พุ่งไปในทิศทางเดียวกับวิสัยทัศน์และเป้าหมายขององค์การ
เข้าทำนอง กระบวนการดี “ต่อยดี” แต่ผิดเป้า หรือไม่ถูกที่สำคัญ
วิบัติที่ 10 ไม่มีพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่ทุกคนในหน่วยงานสามารถเข้ามาแลกเปลี่ยน
แบ่งปันความรู้อย่างเป็นธรรมชาติ
กิจกรรมที่สำคัญที่สุดในกระบวนการจัดการความรู้คือ “การแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้”
(knowledge sharing) ซึ่งต้องการ “พื้นที่” ให้คนมาพบปะกัน ทั้งที่เป็น “พื้นที่จริง” และ “พื้นที่ เสมือน” และเป็นพื้นที่ที่อยู่ในลักษณะ “พื้นที่ประเทืองปัญญา” คือไม่ใช่เป็นพื้นที่ที่ “ไร้ชีวิต” ขาดการดูแล แต่เป็นพื้นที่ที่มี “การจัดการ” ให้เกิดความสนุกสนานในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เกิดความรู้สึกใน “น้ำใจไมตรี” ระหว่างผู้เข้ามา “สนุก” ในพื้นที่ เกิดความรู้สึกภาคภูมิใจที่ตนได้มี “สิ่งละอัน พันละนิด” มาแลกเปลี่ยนแบ่งปันกับเพื่อนร่วมงาน และร่วมกันสร้างความมีชีวิตชีวาในการทำงานหากขาด “พื้นที่ที่มีชีวิต” การจัดการความรู้ในองค์การจะจืดชืด ไม่สามารถเกิดผลอันทรงพลังได้
ที่จริงการปฏิบัติที่เป็นอุปสรรคต่อการจัดการความรู้ยังมีอีกมาก เช่น ความพิการของการสื่อสารภายในองค์การ การไม่มีระบบข้อมูลและการประเมินผลงาน การเน้นกำหนดแผนงานและวิธีปฏิบัติลงไปในรายละเอียด เป็นต้น แต่ในที่นี้จะขอระบุเน้นเพียง 10 ข้อปฏิบัติที่น่าจะเป็นปัจจัยถ่วงหรือหน่วงเหนี่ยวการจัดการความรู้ในภาคราชการมากที่สุดหน่วยราชการที่ต้องการบรรลุผลสำเร็จในการจัดการความรู้สู่การเป็นองค์การเรียนรู้ พึงตรวจสอบ “ปัจจัยสู่วิบัติ” เหล่านี้ และขจัดปัดเป่าออกไปเสีย

Baowzeangnoi said...

ทศวิบัติของการจัดการความรู้ในหน่วยราชการ
วิจารณ์ พานิช
บทความเรื่อง “ทศวิบัติของการจัดการความรู้ในหน่วยราชการ” เสนอการปฏิบัติ 10 ประการที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อผลสำเร็จในการดำเนินการจัดการความรู้ เน้นที่การปฏิบัติทั่วไปในหน่วยราชการ ถ้าจะได้ประโยชน์ก็ต่อเมื่อหมั่นตรวจสอบและกำจัดจุดอ่อนเหล่านี้
วิบัติที่ 1 ภาวะผู้นำที่พิการหรือบิดเบี้ยว
การปฏิบัติของผู้นำองค์กรที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการจัดการความรู้ที่สำคัญได้แก่
1. ไม่รู้จักและไม่สนใจการจัดความรู้
2. ไม่สนับสนุนหรือสนับสนุนแบบไม่จริงจัง
3. ถือประโยชน์ส่วนตนสำคัญกว่าประโยชน์ส่วนองค์กร
4. มีการแย่งชิงอำนาจในหมู่ผู้บริหารระดับสูง หรือไม่สามัคคีกัน
ซึ่งถ้าไม่มีการเอื้อให้ทุกคนในองค์การเป็นผู้นำได้แล้ว การจัดการความรู้ภายในองค์การจะสัมฤทธิผล
ได้ยากหรือไม่ได้เลย ผู้นำ คือผู้ที่ค้นหาและทดลองวิธีการใหม่ ๆ ในการปฏิบัติงานตามหน้าที่ที่ตนรับผิดชอบ จะต้องยึดแนวทางทำงานแบบเอื้ออำนาจ (empowerment) ไม่ใช่แบบ หวงอำนาจ หรือ รวบอำนาจ
วิบัติที่ 2 วัฒนธรรมอำนาจ
องค์การที่อยู่ภายใต้วัฒนธรรมอำนาจจะมีลักษณะ
1. บุคลากรแสดงความเคารพยำเกรง จงรักภักดีต่อ “นาย” ที่เอื้อประโยชน์ต่อตนเองได้ และทำงานเพื่อสนอง “นโยบาย” ของ “นาย”เป็นหลัก โดยไม่คำนึงถึงเป้าหมายหลักขององค์การ
2. องค์การมีลักษณะเป็นแท่งอำนาจหลาย ๆ แท่งอยู่ด้วยกันในลักษณะแท่งใครแท่งมัน
3. การติดต่อสื่อสารมีลักษณะในแนวดิ่งภายในแท่งของตน
4. การริเริ่มสร้างสรรค์ใหม่ ๆ จะดำเนินการได้เฉพาะนโยบายหรือการอนุมัติของผู้มีอำนาจสูงสุดภายในแท่งเท่านั้น
5. การปฏิบัติงานต้องเป็นไปตามระเบียบอย่างเคร่งครัด
6. ความสัมพันธ์เป็นลักษณะ ผู้บังคับบัญชา กับ ผู้ใต้บังคับบัญชา
การลดความรุนแรงของวัฒนธรรมอำนาจ องค์การต้องมีการยกย่องและให้รางวัลหน่วยงานย่อยที่มี
พฤติกรรมหรือกิจกรรมให้ปันความรู้แก่หน่วยงานอื่นในองค์การ
วิบัติที่ 3 ไม่ให้คุณค่าต่อความแตกต่างหลากหลาย
ในองค์การแบบนี้สิ่งที่เน้นคือ เอกภาพ ภายใต้หลักการว่าทุกคนในหน่วยงานจะต้องมีวิธีคิดแบบเดียวกัน ที่จริงคนที่ทำงานร่วมกันมีความเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน แต่การมีความคิดเห็นแตกต่างกัน ต้องไม่ถือว่าเป็นการไม่เคารพหรือกระด้างกระเดื่อง
การจัดการความรู้จะได้ผล ต่อเมื่อผู้ร่วมงานที่แตกต่างหลากหลายในด้านต่าง ๆ มาร่วมปฏิบัติและร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน เพื่อให้เกิดผลเชิงบวก เชิงสร้างสรรค์
วิบัติที่ 4 ไม่เปิดโอกาสให้ทดลองวิธีทำงานใหม่ ๆ
องค์การที่เน้นการปฏิบัติตามแบบฉบับ ตามกฎระเบียบหรือตามประเพณีที่ปฏิบัติต่อ ๆ กันมาอย่างเคร่งครัด ผู้ที่คิดหาวิธีทำงานเพื่อให้มีคุณภาพที่สูงขึ้น หรือมีประสิทธิภาพมากขึ้น อาจถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติผิดกฎระเบียบ หรือเป็นที่เพ็งเล็งของผู้บังคับบัญชา ดังนั้นการคิดริเริ่มสิ่งใหม่ ๆ และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จึงถูกสกัดกั้น
การจัดการความรู้อย่างทรงพลัง บุคลากรภายในองค์การจะต้องกำหนดวิสัยทัศน์ร่วมกัน และร่วมกันคิดหาวิธีทำงานใหม่ ๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายขององค์การ
วิบัติที่ 5 ไม่รับรู้ความเปลี่ยนแปลงภายนอก
ไม่มีบุคคลหรือหน่วยงานใด ที่จะไม่รับรู้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคมหรือในสภาพแวดล้อมภายนอกองค์การ ดังนั้นหน่วยราชการและข้าราชการต้องตื่นตัว ทันต่อการเปลี่ยนแปลงหรือแรงบีบคั้นจากภายนอก การกำหนดให้หน่วยราชการต้องดำเนินการจัดการความรู้และพัฒนาไปเป็นองค์การเรียนรู้
วิบัติที่ 6 ไม่คิดพึ่งตนเองในด้านความรู้
หน่วยราชการอยู่ในสภาพพึ่งพาความรู้จากภายนอก คือ ทำงานตามที่กำหนดไว้ในกฎระเบียบ และกฎระเบียบเหล่านั้นกำหนดโดยหน่วยงานภายนอกหรือหน่วยเหนือ หน่วยราชการจึงเข้าในเพียงว่าตนเองเป็นหน่วยปฏิบัติ ทำหน้าที่ปฏิบัติตามที่กำหนดไว้ ไม่ใช่หน่วยสร้างความรู้ จึงทำให้ขาดแนวคิดและทักษะในการสร้างความรู้ขึ้นใช้เอง ปัญญาที่ได้จากการปฏิบัติงานและใช้สำหรับปฏิบัติงาน เป็นปัญญารวมหมู่ คือ มาจากการเรียนรู้ร่วมกันผ่านการปฏิบัติ ซึ่งจะต้องมีความคิดร่วมกันในการพึ่งตนเอง
วิบัติที่ 7 ไม่ยอมรับในความไม่ชัดเจนในการทำงานบางส่วน
การปฏิบัติราชการเป็นการทำงานในลักษณะที่ชัดเจนตามกฎเกณฑ์ที่กำหนด แต่การบริการสมัยใหม่ต้องบริการตามความพึงพอใจของผู้รับบริการ ซึ่งไม่อยู่ในสภาพที่ตายตัวและไม่ชัดเจน ความไม่ชัดเจนคือบ่อเกิดของความรู้ แต่วัฒนธรรมของทางราชการเป็นวัฒนธรรมปฏิเสธความไม่ชัดเจน จึงเท่ากับปฏิเสธบ่อเกิดของความรู้
วิบัติที่ 8 การดำเนินการจัดการความรู้ไม่ได้แทรกเป็นเนื้อเดียวกับงานประจำ ทำให้รู้สึกว่าเป็นภาระหรือเป็นงานที่เพิ่มขึ้น
บางองค์การมอบความรับผิดชอบต่อการจัดการความรู้ไว้ที่หน่วยพัฒนาทรัพยากรบุคคล บางองค์การมอบไว้ที่หน่วยเทคโนโลยีสารสนเทศ การมอบความรับผิดชอบระบบจัดการความรู้ไว้กับหน่วยใดหน่วยหนึ่ง จะมีความเสี่ยงที่การจัดการความรู้แยกออกจากเนื้องาน ทำให้ผู้ปฏิบัติงานจะต่อต้าน หรือไม่เต็มใจเพราะรู้สึกว่าเป็นการเพิ่มงาน แล้วในที่สุดการจัดการความรู้จะล้มเหลว
การจัดการความรู้ควรดูแลโดยหน่วยพัฒนาองค์การร่วมกับหน่วยพัฒนาทรัพยากรบุคคลและหน่วยเทคโนโลยีสารสนเทศ ดำเนินการช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานรู้สึกว่าตนเองได้รับประโยชน์ เพราะทำให้งานสะดวกขึ้น ผลงานดีขึ้น ลดงานที่ไม่จำเป็นลง เกิดการเรียนรู้มากขึ้น เกิดความภาคภูมิใจในผลงาน เกิดความรู้สึกว่าตนได้รับการยอมรับนับถือจากเพื่อนร่วมงาน
วิบัติที่ 9 การดำเนินการจัดการความรู้ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่เป้าหมายหลักขององค์การ
มีลักษณะการจัดการความรู้ที่ดำเนินการถูกตามขั้นตอนทุกอย่าง แต่เมื่อประเมินผลกระทบต่อกิจการขององค์การพบว่ามีผลน้อยมาก เพราะเป้าหมายของการจัดการความรู้ไม่ไปในทิศทางเดียวกับวิสัยทัศน์และเป้าหมายขององค์การ
วิบัติที่ 10 ไม่มีพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่ทุกคนในหน่วยงานสามารถเข้ามาแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้อย่างเป็นธรรมชาติ
กิจกรรมที่สำคัญที่สุดในกระบวนการจัดการความรู้ คือ การแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้ (knowledge sharing) ซึ่งต้องการพื้นที่ให้มาพบปะกันและเป็นพื้นที่ที่อยู่ในลักษณะ พื้นที่ประเทืองปัญญา มีความสนุกสนานในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และร่วมกันสร้างความมีชีวิตชีวาในการทำงาน
การปฏิบัติที่เป็นอุปสรรคต่อการจัดการความรู้ยังมีอีกมาก เช่น ความพิการของการสื่อสารภายในองค์การ การไม่มีระบบข้อมูลและการประเมินผลงาน การเน้นกำหนดแผนงานและวิธีปฏิบัติลงไปในรายละเอียด เป็นต้น แต่ในที่นี้ระบุเพียง 10 ข้อปฏิบัติที่น่าจะเป็นปัจจัยถ่วงหรือหน่วงเหนี่ยวการจัดการความรู้ในภาคราชการมากที่สุด
...นายวิสิทธิ์ อามาตย์...

oradee said...

ทศวิบัติของการจัดการความรู้ในหน่วยราชการ
บทความเรื่อง “ทศปฏิบัติสู่ความเป็นองค์การเรียนรู้ของหน่วยราชการ” ได้เสนอวิบัติ 10 ประการ และข้อแก้ไข สำหรับพัฒนาหน่วยราชการไปสู่ความเป็นองค์การเรียนรู้
วิบัติที่ 1 ภาวะผู้นำที่พิการหรือบิดเบี้ยว
มีการปฏิบัติของผู้นำระดับสูงขององค์กรเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการจัดการความรู้ คือไม่รู้จักและไม่สนใจการจัดการความรู้ ไม่สนับสนุน ถือประโยชน์ส่วนตน มีการแย่งชิงอำนาจในหมู่ผู้บริหารระดับสูง หรือไม่สามัคคีกัน ผู้นำ ควร ผู้ที่ค้นหาและทดลองวิธีการใหม่ ๆ ในการปฏิบัติงานตามหน้าที่ที่ตนรับผิดชอบ จะเกิด “ผู้นำ” ในบุคลากรทุกระดับภายในองค์การได้ ผู้นำระดับสูงจะต้องยึดถือแนวทางทำงานแบบ “เอื้ออำนาจ” ไม่ใช่แบบ “หวงอำนาจ”
วิบัติที่ 2 วัฒนธรรมอำนาจ
ภายใต้วัฒนธรรมอำนาจ อาจทำให้การปฏิบัติงานผิดกฎระเบียบ อันตรายสำคัญที่สุดก็คือ คนที่ทำงานภายใต้วัฒนธรรมอำนาจเป็นเวลานานจนเคยชิน ศักยภาพในการเรียนรู้และสร้างสรรค์จะหดหายไปองค์การควรมีการยกย่องและให้รางวัลหน่วยงานย่อยที่มีพฤติกรรมหรือกิจกรรมให้ปันความรู้แก่หน่วยงานอื่นภายในองค์การ
วิบัติที่ 3 ไม่ให้คุณค่าต่อความแตกต่างหลากหลาย
การจัดการความรู้จะได้ผลสูงส่ง ต่อเมื่อมีผู้ร่วมงานที่แตกต่างหลากหลายในด้านต่าง ๆ มาร่วมปฏิบัติ และร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน โดยมีการพัฒนาทักษะในการใช้พลังของความแตกต่างหลากหลาย
วิบัติที่ 4 ไม่เปิดโอกาสให้ทดลองวิธีทำงานใหม่ ๆ
การริเริ่มสิ่งใหม่ ๆ และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จะถูกปิดกั้น การดำเนินการจัดการความรู้จะไม่ได้ผล
การจัดการความรู้จะดำเนินไปอย่างทรงพลังได้ บุคลากรภายในองค์การจะต้องกำหนดวิสัยทัศน์ร่วมกันว่าจะร่วมกันหาวิธีทำงานใหม่ ๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายในการพัฒนาองค์การ และผู้บริหารระดับสูงจะต้องหาวิธีส่งเสริมให้มีการทดลองวิธีทำงานใหม่ ๆ ได้ในทุกระดับ โดยไม่ผิดกฎเกณฑ์
วิบัติที่ 5 ไม่รับรู้ความเปลี่ยนแปลงภายนอก
ทำงาน ต่อการเปลี่ยนแปลงหรือแรงบีบคั้นจากภายนอก การกำหนดให้หน่วยราชการต้องจัดการความรู้และพัฒนาไปเป็นองค์การเรียนรู้ หน่วยราชการที่ผู้บริหารระดับสูง และข้าราชการในองค์การยังคงตั้งอยู่ในความประมาทดังกล่าว
วิบัติที่ 6 ไม่คิดพึ่งตนเองในด้านความรู้
ข้าราชการที่อยู่ในสภาพนี้นาน ๆ ก็จะ เป็นง่อยทางปัญญา การเรียนรู้ร่วมกันผ่านการปฏิบัติ จะเกิดการเรียนรู้ร่วมกันในหมู่ข้าราชการในหน่วยงานเดียวกัน จะต้องมีความคิดร่วมกันในการพึ่งตนเองด้านความรู้อย่างน้อยก็ในระดับหนึ่ง
วิบัติที่ 7 ไม่ยอมรับความไม่ชัดเจนในการทำงานบางส่วน
ผู้ให้บริการจะต้องบริการ “ตามความพึงพอใจของลูกค้าหรือผู้ใช้บริการ” ซึ่งจะไม่อยู่ในสภาพที่ตายตัว ความเข้าใจเรื่องราวตามความพึงพอใจของผู้ใช้บริการก็ไม่ชัดเจนในทุกเรื่อง เมื่อเข้าใจไม่ชัดเจน ความรู้ไม่พอ ก็ต้องสร้างความรู้ขึ้นใช้ จะเห็นว่าความไม่ชัดเจนคือบ่อเกิดของความรู้
วิบัติที่ 8 การดำเนินการจัดการความรู้ไม่ได้แทรกเป็นเนื้อเดียวกับงานประจำ ทำให้รู้สึกว่าเป็นภาระ หรือเป็นงานที่เพิ่มขึ้น
การจัดการความรู้ควรดูแลโดยหน่วยพัฒนาองค์การ ร่วมกับหน่วยพัฒนาทรัพยากรบุคคล และหน่วยเทคโนโลยีสารสนเทศ ดำเนินการในลักษณะที่การจัดการความรู้ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานรู้สึกว่าตนเองได้รับประโยชน์ เพราะทำให้งานสะดวกขึ้น ผลงานดีขึ้น ไม่ใช่การโยนงานให้เฉพาะส่วนงาน
วิบัติที่ 9 การดำเนินการจัดการความรู้ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่เป้าหมายหลักขององค์การ
ผู้ดูแลระบบจัดการความรู้ ควรดูแลให้เป้าหมายของการจัดการความรู้พุ่งไปในทิศทางเดียวกับวิสัยทัศน์และเป้าหมายขององค์การ
วิบัติที่ 10 ไม่มีพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่ทุกคนในหน่วยงานสามารถเข้ามาแลกเปลี่ยน
แบ่งปันความรู้อย่างเป็นธรรมชาติ
กิจกรรมที่สำคัญที่สุดในกระบวนการจัดการความรู้คือ “การแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้”
(knowledge sharing) ซึ่งต้องการพื้นที่ ให้คนมาพบปะกัน ทั้งที่เป็น พื้นที่จริง และ พื้นที่ เสมือน และเป็นพื้นที่ที่อยู่ในลักษณะ พื้นที่ประเทืองปัญญา ให้เกิดความสนุกสนานในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เกิดความรู้สึกใน น้ำใจ
หน่วยงานต้องมีการตรวจสอบ วิบัติ 10 ประการ และต้องปรับเปลี่ยนระบบการทำงานเพื่อพัฒนาให้องค์กรเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้
นางสาว อรดี วะสัตย์ 50120006










การจัดการความรู้ในมุมมองของไอที
การจัดการความรู้นั้นแบ่งความรู้ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ
Explicit Knowledge เป็นกลุ่มที่มีโครงสร้างชัดเจนสามารถบันทึกจัดเก็บในรูป ข้อความ คำพูดเอกสาร คู่มือปฏิบัติงาน ร่วมถึงกระบวนการทำงานต่างๆ
Tacit Knowledge เป็นกลุ่มที่ความรู้ไม่มีโครงสร้างที่ชัดเจน อาจอยู่ในรูปของภาพ เสียง วีดีโอ
ซึ่งความรู้ทั้งสองสามารถที่จะประมวลผล จัดเก็บ ทำดัชนี สืบค้น เพื่อรับรองการนำไปใช้งานเมื่อต้องการ
บทบาทหลักของเทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารองค์ความรู้ในองค์กร คือเครื่องมือสนับสนุนทำหน้าที่ในการรวบรวมข้อมูลจากระบบอื่นที่มีอยู่ เพื่อง่ายต่อการจัดเก็บและสืบค้น ข้อมูลจะมีปริมาณเพิ่มขึ้น ถ้ามีการจัดเก็บได้ไม่ดีพอก็จะทำให้เกิดปัญหาได้ เทคโนโลยีที่ดีสมารถแก้ปัญหาได้ เทคโนโลยีสารสนเทศมีหน้าที่ที่สำคัญอีกอย่างในระบบการจัดการความรู้คือ การเป็นตังกลางที่เชื่อมโยง และทำงานร่วมกับผู้ต้องการความรู้ และยังเข้ามาทำหน้าที่หลัก ในการช่วยบริหารองค์ความรู้ คือรวบรวม การจัดเก้บ และนำความรู้ไปใช้
ปัจจัยเสริมเพื่อให้การทำ KM ให้สำเร็จ
ความรู้จะมีค่าและสร้างประโยชน์ให้กับองค์กรเมื่อนำไปสร้างพัฒนาสินค้า การบริการ องค์กรต้องจัดกระบวนการการจัดการความรู้โดยนำบทบาททางเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีส่วนช่วยในการจัดการ การดำเนินการระบบการจัดการความรู้คือการเลือกซื้อระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในองค์กร
ข้อจำกัดหลักในการดำเนินการจัดการความรู้ คือ
1. การมองการจัดการความรู้ในระดับปฏิบัติการขึ้นมา องค์การควรพิจารณาระบบการจัดการความรู้ให้เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์เพื่อบรรลุเป้าหมายรวมขององค์กร
2. ความรู้ถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศรองรับได้เฉพาะความรู้ Explicit Knowledge แต่ Tacit Knowledge ไม่สามารถรองรับได้เต็มที่
3. นอกเหนือปัจจัยทางด้านเทคโนโลยี องค์กรจำเป็นต้องมีการจัดการปัจจัยอื่น ด้วย คือองค์กรต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างภายในองค์กรเพื่อให้การติดต่อสื่อสารเป็นไปอย่างราบรื่น ลดการแบ่งแยก ตามระบบงาน โครงสร้างที่ดีจะช่วยให้การทำงานไหลลื่นไม่ติดขัด
แนวคิดสำหรับการจัดการความรู้ในองค์กร
การจัดการความรู้ในองค์กรไม่ใช่การเอาเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาในองค์กร แต่เป็นการวางระบบองค์กรที่อาศัยปัจจัยหลายๆด้าน องค์กรต้องมีการกำหนดวัตถุประสงค์ของการจัดการความรู้ ให้สอดคล้องกับเป้าหมายรวม ความรู้ขององค์กรสามารถบริหารจัดการได้โดยการควบคุมจัดการกระบวนการต่างๆ เช่นการแลกเปลี่ยน การจัดเก็บ การสร้างความรู้ใหม่ การสืบค้น รวมทั้งควบคุมสภาพแวดล้อมภายในองค์กร เทคโนโลยีสารสนเทศคือเครื่องมือในการสนับสนุน
นางสาว อรดี วะสัตย์ 50120006

suchat said...

ทศวิบัติของการจัดการความรู้ในหน่วยราชการ
วิจารณ์ พานิช
“ทศปฏิบัติสู่ความเป็นองค์การเรียนรู้ของหน่วยราชการ” ได้เสนอข้อปฏิบัติ 10 ประการ สำหรับพัฒนาหน่วยราชการไปสู่ความเป็นองค์การเรียนรู้
วิบัติที่ 1 ภาวะผู้นำที่พิการหรือบิดเบี้ยว
การปฏิบัติของผู้นำระดับสูงขององค์การ ที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการจัดการความรู้ภาวะผู้นำที่บิดเบี้ยว คือ “การรวมศูนย์” ของภาวะผู้นำ ถ้าไม่มีการเอื้อให้ทุกคนในองค์การเป็น “ผู้นำ” ได้แล้ว การจัดการความรู้ภายในองค์การจะมีผลสัมฤทธิ์ได้ยาก
วิบัติที่ 2 วัฒนธรรมอำนาจ
องค์การที่อยู่ใต้วัฒนธรรมอำนาจ มีลักษณะเป็น “แท่งอำนาจ” หลาย ๆ แท่งอยู่ด้วยกันในลักษณะแท่
ใครแท่งมัน มีความสัมพันธ์เป็นลักษณะ “ผู้บังคับบัญชา” กับ “ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา” อันตรายสำคัญที่สุดก็คือ คนที่ทำงานภายใต้วัฒนธรรมอำนาจเป็นเวลานาน ศักยภาพในการเรียนรู้และสร้างสรรค์จะหดหายไป
วิบัติที่ 3 ไม่ให้คุณค่าต่อความแตกต่างหลากหลาย
องค์การที่เน้น “เอกภาพ” ตามหลักการ ทุกคนในหน่วยงานจะต้องมีวิธีคิดแบบเดียวกัน “เห็นพ้อง” กับ “ผู้บังคับบัญชา” ในทุกเรื่อง ในลักษณะ “ว่านอนสอนง่าย” “ไม่กระด้างกระเดื่องต่อผู้บังคับบัญชา”
วิบัติที่ 4 ไม่เปิดโอกาสให้ทดลองวิธีทำงานใหม่ ๆ
องค์การที่เน้นการทำงานตาม “แบบฉบับ” ตามกฎระเบียบหรือตามประเพณี ผู้ที่หาวิธีทำงานที่แตกต่างไปเพื่องานมีคุณภาพ หรือมีประสิทธิภาพมากขึ้น อาจผิดกฎระเบียบ อาจไม่เป็นที่ชอบใจของเพื่อน ๆ หรือเป็นที่เพ่งเล็งของผู้บังคับบัญชา
วิบัติที่ 5 ไม่รับรู้ความเปลี่ยนแปลงภายนอก
ไม่มีบุคคลใดหรือหน่วยงานใด ที่ไม่รับรู้การเปลี่ยนแปลง แต่ในหน่วยราชการส่วนใหญ่ การรับรู้นั้นอยู่ในลักษณะ “ตั้งอยู่ในความประมาท” คือไม่ตระหนักว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นมีผลกระทบต่อตนหรือหน่วยงานของตน ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม
วิบัติที่ 6 ไม่คิดพึ่งตนเองในด้านความรู้
หน่วยงานที่อยู่ในสภาพ “พึ่งพาความรู้จากภายนอก” จนเคยชิน ทำงานตาม “ความรู้” ที่กำหนดไว้ในกฎระเบียบ ที่กำหนดมาจากหน่วยงานภายนอกหรือหน่วยเหนือ ถือว่าตนเองเป็น “หน่วยปฏิบัติ” ทำหน้าที่ปฏิบัติงาน ไม่ใช่ “หน่วยสร้างความรู้”
วิบัติที่ 7 ไม่ยอมรับความไม่ชัดเจนในการทำงานบางส่วน
การปฏิบัติงานในลักษณะที่ “ชัดเจนตายตัว” ตามกฎเกณฑ์รูปแบบที่กำหนด การทำงานในแนวทางเช่นนี้จึงเป็นการทำงานที่เอาตัวผู้ให้บริการเป็นตัวตั้งหรือเป็นศูนย์กลาง ผู้รับบริการ (หรือลูกค้า) ต้องอนุโลมตามผู้ให้บริการ งานบริการสมัยใหม่เน้นผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง ผู้ให้บริการจะต้องบริการ “ตามความพึงพอใจของลูกค้าหรือผู้ใช้บริการ” ซึ่งจะไม่อยู่ในสภาพที่ตายตัว
วิบัติที่ 8 การดำเนินการจัดการความรู้ไม่ได้แทรกเป็นเนื้อเดียวกับงานประจำ ทำให้รู้สึกว่าเป็นภาระ หรือเป็นงานที่เพิ่มขึ้น
การมอบความรับผิดชอบต่อการจัดการความรู้ไว้ไม่ชัดเจน เสี่ยงต่อความเสียหาย ควร จะแยกออกจากเนื้องาน เพราะผู้ปฏิบัติจะรู้สึกว่าเป็นการเพิ่มงาน การจัดการความรู้จะล้มเหลว
วิบัติที่ 9 การดำเนินการจัดการความรู้ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่เป้าหมายหลักขององค์การ
จุดตายที่พบบ่อย ของการจัดการความรู้ที่ดำเนินการถูกขั้นตอน แต่เมื่อประเมินผล กิจการขององค์การแล้ว มีผลน้อยมาก เข้าทำนอง กระบวนการดี “ต่อยดี” แต่ผิดเป้า หรือไม่ถูกที่สำคัญ
วิบัติที่ 10 ไม่มีพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่ทุกคนในหน่วยงานสามารถเข้ามาแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้อย่างเป็นธรรมชาติ
การแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้จำเป็นต้องมีพื้นที่ ให้คนมาพบปะกัน มาแลกเปลี่ยนแบ่งปันกับเพื่อนร่วมงาน
และร่วมกันสร้างความมีชีวิตชีวาในการทำงาน
หน่วยราชการที่ต้องการบรรลุผลสำเร็จในการจัดการความรู้สู่การเป็นองค์การเรียนรู้ พึงตรวจสอบ “ปัจจัยสู่วิบัติ” เหล่านี้ และขจัดปัดเป่าออกไปเสีย


การจัดการความรู้ในมุมมองของไอที โดย สมชาย นําประเสริฐชัยพสิษฐิ์ กาญจนสัณห์เพชร
สารสนเทศและเครือข่ายเคยเป็นสิ่งสําคัญในการดําเนินธุรกิจและการสร้างอํานาจให้กับบุคคลและองค์กร บทความนี้เป็นการนําเสนอมุมมองของการจัดการความรู้ในความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบเทคโนโลยี และแนวทางที่จะนําระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้าไปสนับสนุน การบริหารความรู้ขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิผล
จากยุคสารสนเทศสู่ยุคของความรู้
ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมีพัฒนาการที่สอดคล้องกับการดําเนินธุรกิจ และเชื่อมโยงกับองค์กร ภายนอกอื่นๆ การเก็บข้อมูลเข้าระบบก็มีการพัฒนานําข้อมูลที่มีอยู่ในระบบมาประมวลให้เกิดความรู้ ระบบการจัดการความรู้ (Knowledge Managementหรือ KM) ปัจจุบันมีโปรแกรมหลายประเภทถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยบริหารความรู้ขององค์กร โปรแกรมเหล่านี้ถูกพัฒนาขึ้นมาบนทฤษฎีของการจัดการความรู้ที่คล้ายๆ กัน
คนทาง IT มอง KM อย่างไร
ประเภทของความรู้ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มที่มีโครงสร้างชัดเจน ที่เรียกว่า Explicit knowledge และกลุ่มที่ไม่มีโครงสร้างที่ชัดเจน บทบาทหลักของเทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารองค์ความรู้ในองค์กรคือเป็นเครื่องมือสนับสนุนทําหน้าที่รวบรวมข้อมูลจากระบบอื่นๆ หน้าที่ทีสําคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศในระบบการจัดการความรู้คือเป็นตัวกลางที่ทําให้เกิดการเชื่อมโยงและทํางานร่วมกัน (Communication & Collaboration)
ปัจจัยเสริมเพื่อให้การทํา KM ให้สําเร็จ
ความรู้มีอยู่แล้วในองค์กร เมื่อมีการบริหารข้อมูลและความรู้ที่เหมาะสมช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจได้
กระบวนการทํางาน ความรู้ใหม่ องค์กรที่สามารถสร้างระบบบริหารความรู้ที่มีการสร้างองค์ความรู้ใหม่อย่างต่อเนื่อง องค์กรนั้นเป็นผู้นําทางธุรกิจได้อย่างมั่นคง
ดังนั้นเมื่อการจัดการความรู้คือการเลือกซื้อระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ มาใช้งาน จะทําให้เกิดข้อจํากัดหลายด้านดังนี้
1) ระบบที่สร้างขึ้นมาอาจไม่ตอบสนองต่อเป้าหมายของบริษัท องค์กรจะต้องมีการวิเคราะห์ดูว่กระบวนการใดบ้างต้องมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อที่จะผลักดันให้ธุรกิจบรรลุผลตามเป้าหมาย
2) ความรู้ที่ถูกแบ่งเป็นน 2 กลุ่มคือ ระบบเทคโนโลยี สารสนเทศ และความรู้ที่มีลักษณะเฉพาะตัว คือความรู้แบบ Tacit
3) องค์กรต้องมีการจัดการปัจจัยอื่น ๆ ด้วยเพื่อสนับสนุนการจัดการความรู้
แนวคิดสําหรับการจัดการความรู้ในองคกร
องค์กรต้องมีการกําหนดวัตถุประสงค์ของการนําระบบการจัดการความรู้มาใช้และต้องสอดคล้องกับเป้าหมายรวมขององค์กร จัดการความรู้ ในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ และจัดการ กับความรู้เดิม เพื่อสนับสนุนกลยุทธ์ขององค์กร และบรรลุเป้าหมายรวมที่วางไว้

นายสุชาติ เจริญวงษ์ 50210023

ratchanee said...

สรุปบทความ
การจัดการความรู้ในมุมมองของไอที
สมชาย นำประเสริฐ
พสิษฐ์ กาญจนสัณห์เพชร

การจัดการความรู้(Knowledge Managementหรือ KM) สังคมไทยก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความรู้ เพราะความรู้มีความสำคัญมาก เป็นเครื่องมือที่ทำให้ได้เปรียบในการแข่งขัน การได้มาซึ่งอำนาจและทรัพย์สิน การจัดการความรู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อกำหนดแนวทางที่จะนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้าไปสนับสนุนการบริหารความรู้ขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การจัดการความรู้นั้นแบ่งประเภทของความรู้ออก เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ
1.Explicit knowledge เป็นกลุ่มที่มีโครงสร้างชัดเจนสามารถบันทึกจัดเก็บในรูปของ ข้อความ ,คำพูด ,เอกสาร ได้ เช่น คู่มือปฏิบัติงาน ,กระบวนการทำงานต่าง ๆ เป็นต้น
2.Tacit knowledge เป็นกลุ่ม ความรู้ที่ไม่มีโครงสร้างที่ชัดเจนบางส่วนอาจจะอยู่ในรูปของภาพ ,เสียง ,วีดีโอ
เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารองค์ความรู้ คือ รวบรวมข้อมูลจากระบบอื่น ๆ เพื่อ
ประมวลผลแบ่งกลุ่มและจัดทำดัชนีให้ง่ายต่อการจัดเก็บและสืบค้น เมื่อต้องการใช้ความรู้เหล่านั้น เทคโนโลยีสารสนเทศทำหน้าที่หลักในการบริหารองค์ความรู้ คือ การรวบรวม การจัดเก็บ และการนำความรู้ไปใช้งาน
ปัจจัยเสริมเพื่อให้การทำ KM ให้สำเร็จ
1. การจัดการความรู้ในแบบที่เป็นการมองจากระดับปฏิบัติ เพื่อสามารถรองรับเป้าหมายและแผนงานธุรกิจขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. ความรู้ที่ถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศสามารถรองรับความรู้ที่เป็นExplicit knowledge คือ Tacit และ Explicit
3. ให้ทุกคนในองค์กรยอมแลกเปลี่ยนความรู้ ซึ่งกันและกัน ลดการแบ่งแยก
แนวคิดสำหรับการจัดการความรู้ในองค์กร
ระบบการจัดความรู้ในองค์กร เป็นการวางระบบการจัดองค์ความรู้ซึ่งต้องการปัจจัยหลายด้าน องค์กรต้องมีการกำหนดวัตถุประสงค์ของการนำระบบการจัดความรู้มาใช้และต้องสอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กร ซึ่งจัดการได้โดยการควบคุมจัดการกระบวนการต่าง ๆ เช่น กระบวนการแลกเปลี่ยน การจัดเก็บ การสร้างความรู้ใหม่ การสืบค้น การนำไปใช้ เป็นต้น รวมทั้งสร้างสภาพแวดล้อมภายในองค์กร ที่ทำให้กระบวนการเหล่านี้สามารถทำงานได้ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือสนับสนุนกระบวนการการจัดการความรู้เหล่านี้
นางสาวรัชนี สีน้ำอ้อม 50210008



สรุปบทความ
ทศวิบัติของการจัดการความรู้ในหน่วยราชการ
วิจารณ์ พานิช

“ทศวิบัติของการจัดการความรู้ (Knowledge Managementหรือ KM) ในหน่วยราชการ” คือหลักการปฏิบัติ 10 ประการที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อผลสำเร็จในการดำเนินการจัดการความรู้
วิบัติที่ 1 ภาวะผู้นำที่พิการหรือบิดเบี้ยว
การปฏิบัติของผู้นำที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการจัดการความรู้ ที่สำคัญ ๆ ได้แก่
o ไม่รู้จักและไม่สนใจการจัดการความรู้
o ไม่สนับสนุนหรือสนับสนุนแบบไม่จริงใจ
o ถือประโยชน์ส่วนตนสำคัญกว่าประโยชน์ส่วนองค์การ
o มีการแย่งชิงอำนาจในหมู่ผู้บริหารระดับสูง หรือไม่สามัคคีกัน
o การรวมศูนย์ ของภาวะผู้นำ คือคิด และปฏิบัติ ที่ต้องยึดถือแนวทางทำงานแบบ “เอื้ออำนาจ” (empowerment) ไม่ใช่แบบ “หวงอำนาจ” หรือ “รวบอำนาจ
วิบัติที่ 2 วัฒนธรรมอำนาจ
องค์การที่อยู่ใต้วัฒนธรรมอำนาจ (top – down, command and control) มีลักษณะ
o บุคลากรแสดงความเคารพยำเกรง จงรักภักดีต่อ “นาย” ที่เอื้อประโยชน์แก่ตนได้ และทำงานเพื่อสนอง “นโยบาย” ของ “นาย” เป็นหลัก โดยไม่คำนึงถึงเป้าหมายหลักขององค์การ
o องค์การมีลักษณะเป็น “แท่งอำนาจ” หลาย ๆ แท่งอยู่ด้วยกันในลักษณะแท่งใครแท่งมัน
o การติดต่อสื่อสารมีลักษณะสื่อสารแนวดิ่งภายในแท่งของตน ไม่มีการติดต่อสื่อสารระหว่างแท่ง หรือถ้าจะมีก็ต้องเป็นทางการ โดยผู้มีอำนาจสูงสุดของแท่ง “อนุมัติ” ให้ดำเนินการได้
o การริเริ่มสร้างสรรค์ใหม่ ๆ จะดำเนินได้เฉพาะโดย “นโยบาย” หรือโดยการอนุมัติของผู้มีอำนาจสูงสุดภายในแท่งเท่านั้น
o การปฏิบัติงานต้องเป็นไปตามกฎระเบียบโดยเคร่งครัด
o ความสัมพันธ์เป็นลักษณะ “ผู้บังคับบัญชา” กับ “ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา”
วิบัติที่ 3 ไม่ให้คุณค่าต่อความแตกต่างหลากหลาย
ในองค์การแบบนี้สิ่งที่เน้นคือ “เอกภาพ” ภายใต้หลักการว่าทุกคนในหน่วยงานจะต้องมีวิธีคิดแบบเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีความคิดเชิง “เห็นพ้อง” กับ “ผู้บังคับบัญชา” ในทุกเรื่อง
การจัดการความรู้จะได้ผลสูงส่ง ต่อเมื่อมีผู้ร่วมงานที่แตกต่างหลากหลายในด้านต่าง ๆ มาร่วมปฏิบัติ และร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน โดยมีการพัฒนาทักษะในการใช้พลังของความแตกต่างหลากหลายให้เกิดผลเชิงบวก เชิงสร้างสรรค์
วิบัติที่ 4 ไม่เปิดโอกาสให้ทดลองวิธีทำงานใหม่ ๆ
องค์การแบบนี้เน้นการทำงานตาม “แบบฉบับ” ตามกฎระเบียบหรือตามประเพณีที่ปฏิบัติต่อ ๆ กันมาผู้บริหารระดับสูงจะต้องหาวิธีส่งเสริมให้มีการทดลองวิธีทำงานใหม่ ๆ ได้ในทุกระดับ
วิบัติที่ 5 ไม่รับรู้ความเปลี่ยนแปลงภายนอก
องค์การไม่ตระหนักว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นมีผลกระทบต่อตนหรือหน่วยงานของตน ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม หน่วยราชการอยู่ในสภาพ “ไม่มีวันเจ๊ง” จึงไม่คุ้นเคยกับการขวนขวายปรับตัว ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด แต่ในเวลานี้รัฐบาลได้ใส่เงื่อนไขต่าง ๆ เข้าไปกระตุ้นให้หน่วยราชการและข้าราชการต้องตื่นตัว ทำงานในลักษณะที่จะต้อง “รับมือ” ต่อการเปลี่ยนแปลงหรือแรงบีบคั้นจากภายนอก การกำหนดให้หน่วยราชการต้องดำเนินการจัดการความรู้และพัฒนาไปเป็นองค์การเรียนรู้ ก็เป็นการสร้างเงื่อนไขอย่างหนึ่ง
วิบัติที่ 6 ไม่คิดพึ่งตนเองในด้านความรู้
หน่วยราชการต่าง ๆ อยู่ในสภาพ “พึ่งพาความรู้จากภายนอก” คือทำงานตาม “ความรู้” ที่กำหนดไว้ในกฎระเบียบอย่างชัดเจนตายตัว จึงขาดทั้งแนวความคิดและทักษะในการสร้างความรู้ขึ้นใช้เองในงานของตน ข้าราชการที่อยู่ในสภาพนี้นาน ๆ ก็จะ “เป็นง่อยทางปัญญา” คำว่าปัญญาในที่นี้หมายถึงปัญญาปฏิบัติ คือปัญญาที่ได้จากการปฏิบัติงาน และใช้สำหรับปฏิบัติงาน เป็น “ปัญญารวมหมู่” (collective wisdom) คือ มาจากการเรียนรู้ร่วมกันผ่านการปฏิบัติ แต่จะเกิดการเรียนรู้ร่วมกันในหมู่ข้าราชการในหน่วยงานเดียวกัน
วิบัติที่ 7 ไม่ยอมรับความไม่ชัดเจนในการทำงานบางส่วน
งานบริการสมัยใหม่เน้นผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง “ตามความพึงพอใจของลูกค้าหรือผู้ใช้บริการ” ซึ่งจะไม่อยู่ในสภาพที่ตายตัว ความเข้าใจเรื่องราวตามความพึงพอใจของผู้ใช้บริการก็ไม่ชัดเจนในทุกเรื่อง เมื่อเข้าใจไม่ชัดเจน ความรู้ไม่พอ ก็ต้องสร้างความรู้ขึ้นใช้จะเห็นว่าความไม่ชัดเจนคือบ่อเกิดของความรู้ แต่วัฒนธรรมของราชการเป็นวัฒนธรรมปฏิเสธความไม่ชัดเจน จึงเท่ากับปฏิเสธบ่อเกิดแห่งความรู้ทำให้ไม่มีโจทย์สำหรับแสวงหาและสร้างความรู้เพื่อการทำงาน ขาด “ตัวช่วย” สำหรับการจัดการความรู้ที่ทรงพลัง
วิบัติที่ 8 การดำเนินการจัดการความรู้ไม่ได้แทรกเป็นเนื้อเดียวกับงานประจำ ทำให้รู้สึกว่าเป็นภาระ หรือเป็นงานที่เพิ่มขึ้น
การจัดการความรู้ควรดูแลโดยหน่วยพัฒนาองค์การ (OD – Organization Development) ร่วมกับหน่วยพัฒนาทรัพยากรบุคคล และหน่วยเทคโนโลยีสารสนเทศ ดำเนินการในลักษณะที่การจัดการความรู้ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานรู้สึกว่าตนเองได้รับประโยชน์ เพราะทำให้งานสะดวกขึ้น ผลงานดีขึ้น และในขณะเดียวกัน หน่วยงานหรือองค์การเคลื่อนสู่ความเป็น “องค์การเรียนรู้” และมี “ขุมความรู้” เพื่อการปฏิบัติงานแต่ละชิ้น แต่ละประเภท เก็บไว้ในองค์การ ในลักษณะของความรู้เพื่อการปฏิบัติ ที่ค้นหาได้ทันท่วงที และมีความใหม่ สด อยู่เสมอ
วิบัติที่ 9 การดำเนินการจัดการความรู้ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่เป้าหมายหลักขององค์การ
มีลักษณะของการจัดการความรู้ที่ดำเนินการถูกขั้นตอนทุกอย่าง มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างเข้มข้น เกิดการยกระดับความรู้ แต่เมื่อประเมินผลกระทบต่อกิจการขององค์การแล้ว พบว่ามีผลน้อยมาก เมื่อตรวจสอบก็พบว่าผู้ดูแลระบบจัดการความรู้ (CKO – Chief Knowledge Officer) ไม่ได้ดูแลให้เป้าหมายของการจัดการความรู้พุ่งไปในทิศทางเดียวกับวิสัยทัศน์และเป้าหมายขององค์การ
วิบัติที่ 10 ไม่มีพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่ทุกคนในหน่วยงานสามารถเข้ามาแลกเปลี่ยน
แบ่งปันความรู้อย่างเป็นธรรมชาติ
กิจกรรมที่สำคัญที่สุดในกระบวนการจัดการความรู้คือ “การแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้”
(knowledge sharing) ซึ่งต้องการ “พื้นที่” ให้คนมาพบปะกัน ทั้งที่เป็น “พื้นที่จริง” และ “พื้นที่ เสมือน” และเป็นพื้นที่ที่อยู่ในลักษณะ “พื้นที่ประเทืองปัญญา” คือไม่ใช่เป็นพื้นที่ที่ “ไร้ชีวิต” ขาดการดูแล แต่เป็นพื้นที่ที่มี “การจัดการ” ให้เกิดความสนุกสนานในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เกิดความรู้สึกใน “น้ำใจไมตรี” ระหว่างผู้เข้ามา “สนุก” ในพื้นที่ เกิดความรู้สึกภาคภูมิใจที่ตนได้มี “สิ่งละอัน พันละนิด” มาแลกเปลี่ยนแบ่งปันกับเพื่อนร่วมงาน และร่วมกันสร้างความมีชีวิตชีวาในการทำงานหากขาด “พื้นที่ที่มีชีวิต” การจัดการความรู้ในองค์การจะจืดชืด ไม่สามารถเกิดผลอันทรงพลังได้
นางสาวรัชนี สีน้ำอ้อม 50210008

tousna said...

สรุปสาระสำคัญ
เรื่อง
การจัดการเรียนรู้ในมุมมองของไอที
สมชาย นำประเสริฐชัย
พสิษฐ์ กาญจนสัณห์เพชร
-------------------------------------
บทความนี้เป็นการนำเสนอมุมมองของการจัดการความรู้ ในความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และวิเคราะห็ถึงข้อดีข้อเสีย เพื่อช่วยกำหนดแนวทางที่จะนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เข้าไปสนับสนุนการบริหารความรู้ขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คนทาง IT มอง KM อย่างไร
ในระบบซอร์ฟแวร์ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการความรู้ แบ่งประเภทของความรู้ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่คือ
1. Explicit Knowledge คือ กลุ่มที่มีโครงสร้างชัดเจน สามารถบันทึกจัดเก็บในรูปของข้อความ คำพูด เอกสารได้ เช่น คู่มือปฏิบัติงาน กระบวนการทำงาน เป็นต้น
2. Tacit Knowledge คือ กลุ่มความรู้ที่ไม่มีโครงสร้างชัดเจน บางส่วนอาจจะอยู่ในรูปภาพ เสียง วีดีโอ เป็นต้น
ความรู้ทั้ง 2 ชนิด จะสามารถถูกประมวลผล จัดเก็บ ทำดัชนีสำหรับสืบค้นเพื่อรองรับการนำไปใช้งานเมื่อต้องการ
บทบาทหลักของเทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารองค์ความรู้ในองค์กร คือ
1. เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือสนับสนุน (Enabling Tools) ที่ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลจากระบบอื่นที่มีใช้ในองค์กร เช่น E-mail , ERP, CRM , Web Board , Data Warehouse
2. เทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นตัวกลางที่ทำให้เกิดการเชื่อมโยงและทำงานร่วมกัน (Communication & Collaboration) ของผู้ที่ต้องการความรู้กับองค์ความรู้
3. เทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นเครื่องมือในการรวบรวม การจัดเก็บและการนำความรู้ไปใช้งาน กระบวนการเหล่านี้จะเป็นการจัดการกับองค์ความรู้เก่า หรือความรู้ที่อยู่ในคนบางคน (Personal Knowledge) บางกลุ่มในองค์กร ให้สามารถนำมาใช้ใหม่ได้อย่างทั่วถึงทั้งองค์กร (Organizational Knowledge)


ปัจจัยเสริมเพื่อให้การทำ KM ให้สำเร็จ
ความรู้จะมีคุณค่าและสร้างประโยชน์ให้กับองค์กรก็ต่อเมื่อ “ความรู้” ถูกนำไปใช้ ดังนั้น การบริหารองค์ความรู้ต้องจัดการที่กระบวนการ จัดการความรู้ เช่น กระบวนการจัดเก็บ การค้นหา และการดูแลด้วยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
การดำเนินการจัดการความรู้มีข้อจำกัดสรุปได้ ดังนี้
1. การจัดการความรู้ในแบบที่เป็นการมองระดับปฏิบัติการองค์กร ต้องมีการวิเคราะห์ว่า การบริการและกระบวนการใดบ้าง ต้องมีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น ทำให้องค์กรกำหนดยุทธศาสตร์ โดยการนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาสนับสนุน
2. ความรู้มี 2 กลุ่มใหญ่คือ
2.1 Explicit Knowledge หมายถึง ความรู้ที่ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ สามารถรองรับความรู้ที่ถ่ายทอดออกมาได้ โดยใช้ภาษาและสัญลักษณ์ต่างๆ
2.2 Tacit Knowledge หมายถึง ความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์ทำงาน เป็นความรู้ที่มีลักษณะเฉพาะตัวแต่ละบุคคล
3. ทุกคนในองค์กรยอมแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน มีการปรับปรุงโครงสร้างภายในองค์กร เพื่อให้การติดต่อสื่อสารเป็นไปอย่างราบรื่น ลดการแบ่งแยกตามระบบงาน
สรุป
ความรู้แบบ Tacit มีความสำคัญต่อองค์กรมากกว่าความรู้แบบ Explicit เพื่อให้องค์กรมีประสิทธิภาพต้องอาศัยปัจจัย
1. การบริหารงานบุคคล
2. การให้แรงจูงใจ
3. การจัดโครงสร้างและกระบวนการทำงานภายในองค์กร
เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดความรู้ การแลกเปลี่ยนความรู้ และนำความรู้ไปใช้งานและร่วมกัน
สร้างความรู้ใหม่ให้องค์กร







สรุปสาระสำคัญ
เรื่อง
ทศวิบัติของการจัดการความรู้ในหน่วยราชการ
วิจารณ์ พานิช


ปฏิบัติ 10 ประการที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อผลสำเร็จในการดำเนินการจัดการความรู้ คือ
วิบัติที่ 1 ภาวะผู้นำที่พิการหรือบิดเบี้ยว
• ไม่รู้จักและไม่สนใจการจัดการความรู้
• ไม่สนับสนุนหรือสนับสนุนแบบไม่จริงใจ
• ถือประโยชน์ส่วนตนสำคัญกว่าประโยชน์ส่วนองค์กร
• มีการแย่งชิงอำนาจในหมู่ผู้บริหารระดับสูง หรือไม่สามัคคีกัน
วิบัติที่ 2 วัฒนธรรมอำนาจ
องค์กรที่อยู่ภายใต้วัฒนธรรมอำนาจ (top – down , command and control) จะมีลักษณะ
• บุคลากรแสดงความเคารพยำเกรง จงรักภักดีต่อ “นาย” ที่เอื้อประโยชน์แก่ตนได้ และทำงานเพื่อสนอง “นโยบาย” ของ “นาย” เป็นหลัก โดยไม่คำนึงถึงเป้าหมายหลักขององค์กร
• องค์กรมีลักษณะเป็น “แท่งอำนาจ” หลายๆแท่งอยู่ด้วยกันในลักษณะแท่งใครแท่งมัน
• การติดต่อสื่อสารมีลักษณะสื่อสารแนวดิ่งภายในแท่งของตน ไม่มีการติดต่อสื่อสารระหว่างแท่ง หรือถ้าจะมีก็ต้องเป็นทางการ โดยผู้มีอำนาจสูงสุดของแท่ง “อนุมัติ” ให้ดำเนินการได้
• การริเริ่มสร้างสรรค์ใหม่ๆ จะดำเนินได้เฉพาะโดย “นโยบาย” หรือโดยการอนุมัติของ ผู้มีอำนาจสูงสุดภายในแท่งเท่านั้น
• การปฏิบีติงานต้องเป็นไปตามกฎระเบียบโดยเคร่งครัด
• ความสังพันธ์เป็นลักษณะ “ผู้บังคับบัญชา” กับ “ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา”
วิบัติที่ 3 ไม่ให้คุณค่าต่อความแตกต่างหลากหลาย
ในองค์กรแบบนี้สิ่งที่เน้นคือ “เอกภาพ” ภายใต้หลักการว่าทุกคนในหน่วยงานจะต้องมีวิธีคิดแบบเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีความคิดเชิง “เห็นพ้อง” กับ “ผู้บังคับบัญชา” ในทุกเรื่อง ในลักษณะ “ว่านอนสอนง่าย” “ไม่กระด้างกระเดื่องต่อผู้บังคัฐบัญชา”
วิบัติที่ 4 ไม่เปิดโอกาสให้ทดลองวิธีทำงานใหม่ๆ
องค์กรแบบนี้เน้นการทำงานตาม “แบบฉบับ” ตามกฎระเบียบหรือตามประเพณีที่ปฏิบัติ ต่อๆ กันมาอย่างเคร่งครัด
วิบัติที่ 5 ไม่รับรู้ความเปลี่ยนแปลงภายนอก
หน่วยราชการส่วนใหญ่ การรับรู้นั้นอยู่ในลักษณะ “ตั้งอยู่ในความประมาท” คือ ไม่ตระหนักว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น มีผลกระทบต่อตนหรือหน่วยงานของตน ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม
วิบัติที่ 6 ไม่คิดพึ่งตนเองในด้านความรู้
หน่วยราชการต่างๆอยู่ในสภาพ “พึ่งพาความรู้จากภายนอก” จนเคยชิน กล่าวคือ ทำงานตาม “ความรู้” ที่กำหนดไว้ในกฎระเบียบอย่างชัดเจนตายตัว ถือว่าตนเองเป็น “หน่วยปฏิบัติ” ทำหน้าที่ปฏิบัติงานตามที่กำหนดไว้ ไม่ใช่ “หน่วยสร้างความรู้”
วิบัติที่ 7 ไม่ยอมรับความไม่ชัดเจนในการทำงานบางส่วน
การทำงานแบบไม่เน้นผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง และไม่ยอมรับความไม่ชัดเจนในขณะปฏิบัติงาน ทำให้ไม่มีโจทย์สำหรับแสวงหาและสร้างความรู้เพื่อการทำงาน ขาด “ตัวช่วย” สำหรับการจัดการความรู้ที่ทรงพลัง
วับัติที่ 8 การดำเนินการจัดการความรู้ไม่ได้แทกเป็นเนื้อเดียวกับงานประจำ ทำให้รู้สึกว่าเป็นภาระหรือเป็นงานที่เพิ่มขึ้น
บางองค์กรมอบความรับผิดชอบต่อการจัดการความรู้ไว้ที่หน่วยพัฒนาทรัพยากรบุคคล บางองค์กรมอบหมายไว้ที่หน่วยเทคโนโลยีสานสนเทศ การมอบความรับผิดชอบระบบจัดการความรู้ ไว้กับหน่วยใดหน่วยหนึ่งใน 2 หน่วยนี้ ความเสี่ยงที่การดำเนินการจัดการความรู้จะแยกออกจาก เนื้องาน ทำให้การจัดการความรู้กลายเป็นเนื้องานหรือภาระงานเสียเอง ผู้ปฏิบัติงานจะต่อต้าน หรือไม่เต็มใจทำ เพราะรู้สึกว่าเป็นการเพิ่มงาน แล้วในที่สุดการจัดการความรู้จะล้มเหลว
วิบัติที่ 9 การดำเนินการจัดการความรู้ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่เป้าหมายหลักขององค์กร
นี่คือ “จุดตาย” ที่พบบ่อย มีลักษณะของการจัดการความรู้ที่ดำเนินการถูกขั้นตอนทุกอย่าง มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างเข้มข้น เกิดการยกระดับความรู้ แต่เมื่อประเมินผลกระทบต่อกิจการขององค์กรแล้ว พบว่ามีผลน้อยมาก เมื่อตรวจสอบก็พบว่าผู้ดูแลระบบจัดการความรู้ (CKO – Chief Knowledge Officer ) ไม่ได้ดูแลให้เป้าหมายของการจัดการความรู้พุ่งไปในทิศทางเดียวกับวิสัยทัศน์และเป้าหมายขององค์กร

วิบัติที่ 10 ไม่มีพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่ทุกคนในหน่วยงานสามารถเข้ามาแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้
อย่างเป็นธรรมชาติ
กิจกรรมที่สำคัญที่สุดในกระบวนการจัดการความรู้คือ “การแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้” (Knowledge sharing) ซึ่งต้องการ “พื้นที่ “ให้คนมาพบปะกัน และเป็นพื้ที่ที่อยู่ในลักษณะ “พื้นที่ประเทืองปัญญา” เป็นพื้ที่ที่มี “การจัดการ” ให้เกิดความสนุกสนานในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เกิดความรู้สึกภาคภูมิใจที่ตนได้มี มาแลกเปลี่ยนกับเพื่อนร่วมงาน และร่วมกันสร้างความมีชีวิตชีวาในการทำงาน

***********************

pawana prayongphet said...

การจัดการความรู้ในมุมมองของไอที
สมชาย นำประเสริฐชัย และ พสิษฐิ์ กาญจนสัณห์เพชร
การจัดการความรู้(Knowledge Management) ในความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ช่วยกำหนดแนวทางที่จะนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้าไปสนับสนุน การบริหารความรู้ขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิผล ปัจจุบันนี้มีโปรแกรมหลากหลายประเภทถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยในการบริหารความรู้ขององค์กร และโปรแกรมเหล่านั้นตอบสนองความต้องการขององค์กรอย่างมาก
การจัดการความรู้แบ่งตามประเภทของความรู้ เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ
1.Explicit knowledge เป็นกลุ่มที่มีโครงสร้างชัดเจนสามารถบันทึกจัดเก็บข้อมูลในรูปข้อความ คำพูด เอกสาร ได้ อย่างเช่น คู่มือปฏิบัติงาน กระบวนการทำงานต่าง ๆ เป็นต้น
2.Tacit knowledge เป็นกลุ่ม ความรู้ที่มีโครงสร้างไม่ชัดเจน บางส่วนอาจจะะอยู่ในรูปของภาพ เสียง วีดีโอ เป็นต้น
ความรู้ทั้ง 2 ชนิดนี้สามารถที่จะประมวลผล จัดเก็บ ทำดัชนีสำหรับสืบค้น เพื่อรับรองการนำไปใช้งานเมื่อต้องการ
หน้าที่หลักๆ ของเทคโนโลยีสารสนเทศในระบบการจัดการความรู้คือเป็นตัวกลางหรือเครื่องมือสนับสนุนที่ทำให้เกิดการเชื่อมโยงและการทำงานร่วมกัน (Communication & Collaboration) ของผู้ที่ต้องการความรู้กับองค์ความรู้ นอกจากนี้เทคโนโลยีสารสนเทศ ยังทำหน้าที่หลัก ๆ ในการช่วยบริหารองค์ความรู้ คือการรวบรวม จัดเก็บ และการนำความรู้ไปใช้งาน ซึ่งกระบวนการเหล่านี้จะเป็นการจัดการกับองค์ความรู้เก่า หรือ ความรู้ ที่อยู่ในพนักงานบางคนบางกลุ่มในองค์กร ให้สามารถนำมาใช้ใหม่ได้อย่างทั่วถึงทั้งองค์กร
ปัจจัยเสริมเพื่อให้การทำ KM ให้สำเร็จ
ความรู้จะมีค่าและสร้างประโยชน์ให้กับองค์กรก็ต่อเมื่อนำไปสร้าง พัฒนาสินค้า การบริการ ในองค์กรต้องจัดกระบวนการการจัดการความรู้โดยนำบทบาททางเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีส่วนช่วยในการจัดการ ข้อจำกัดหลักในการดำเนินการจัดการความรู้ คือ
1. การจัดการความรู้ในแบบที่เป็นการมองจากระดับปฏิบัติ สามารถรองรับเป้าหมายและแผนงานธุรกิจขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. ความรู้ที่ถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศสามารถรองรับความรู้ที่เป็น
Explicit knowledge คือ Tacit และ Explicit
3. ให้ทุกคนในองค์กรยอมแลกเปลี่ยนความรู้ ซึ่งกันและกัน ลดการแบ่งแยก
แนวคิดสำหรับการจัดการความรู้ในองค์กร
การจัดการความรู้ในองค์กร เป็นการวางระบบองค์กรที่อาศัยปัจจัยหลายๆด้าน องค์กรต้องมีการกำหนดวัตถุประสงค์ในการจัดการความรู้ให้สอดคล้องกับเป้าหมายรวม ความรู้ขององค์กรสามารถบริหารจัดการได้โดยการควบคุม จัดการกระบวนการต่างๆ เช่นการแลกเปลี่ยน การจัดเก็บ การสร้างความรู้ใหม่ การสืบค้น รวมทั้งควบคุมสภาพแวดล้อมภายในองค์กร เทคโนโลยีสารสนเทศนั้นคือเครื่องมือในการสนับสนุน

นางภาวนา ประยงค์เพชร 50210002

ทศวิบัติของการจัดการความรู้ในหน่วยราชการ
วิจารณ์ พานิช
“ทศวิบัติของการจัดการความรู้(Knowledge Managementหรือ KM) ในหน่วยราชการ” คือหลักปฏิบัติ 10 ประการที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อผลสำเร็จในการดำเนินการจัดการความรู้
วิบัติที่ 1 ภาวะผู้นำที่พิการหรือบิดเบี้ยว
การปฏิบัติของผู้นำระดับสูงที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการจัดการความรู้ ได้แก่ ไม่รู้จักและไม่สนใจการจัดการความรู้ ไม่สนับสนุนหรือสนับสนุนแบบไม่จริงใจ ถือประโยชน์ส่วนตนสำคัญกว่าประโยชน์ส่วนองค์การ มีการแย่งชิงอำนาจในหมู่ผู้บริหารระดับสูง หรือไม่สามัคคีกัน การรวมศูนย์ ของภาวะผู้นำ คือคิด และปฏิบัติ ที่ต้องยึดถือแนวทางทำงานแบบ “เอื้ออำนาจ” (empowerment) ไม่ใช่แบบ “หวงอำนาจ” หรือ “รวบอำนาจ
วิบัติที่ 2 วัฒนธรรมอำนาจ
ภายใต้วัฒนธรรมอำนาจ อาจจะทำให้การปฏิบัติงานผิดกฎระเบียบ สิ่งที่เป็นอันตรายสำคัญที่สุดก็คือ คนที่ทำงานภายใต้วัฒนธรรมอำนาจเป็นเวลานานจนเกิดความเคยชิน ศักยภาพในการเรียนรู้และสร้างสรรค์จะหดหายไป องค์การควรมีการยกย่องและ ให้รางวัลหน่วยงานย่อยที่มีพฤติกรรมหรือกิจกรรมให้ปันความรู้แก่หน่วยงานอื่นภายในองค์การ
วิบัติที่ 3 ไม่ให้คุณค่าต่อความแตกต่างหลากหลาย
การจัดการความรู้จะได้ผลสูงส่งก็ต่อเมื่อมีผู้ร่วมงานที่แตกต่างหลากหลายในด้านต่าง ๆ มาร่วมปฏิบัติ และร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน โดยมีการพัฒนาทักษะในการใช้พลังของความแตกต่างหลากหลาย ให้เกิดผลเชิงบวก เชิงสร้างสรรค์
วิบัติที่ 4 ไม่เปิดโอกาสให้ทดลองวิธีทำงานใหม่ ๆ
องค์การนี้เน้นการทำงานตาม “แบบฉบับ” ตามกฎระเบียบหรือตามประเพณีที่ปฏิบัติต่อ ๆ กันมา
การจัดการความรู้จะดำเนินไปได้ บุคลากรในองค์การจะต้องกำหนดวิสัยทัศน์ร่วมกันว่าจะร่วมกันหาวิธีทำงานใหม่ ๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายในการพัฒนาองค์การ และผู้บริหารระดับสูงจะต้องหาวิธีส่งเสริมให้มีการทดลองวิธีทำงานใหม่ ๆ ได้ในทุกระดับ โดยไม่ผิดกฎเกณฑ์กติกา
วิบัติที่ 5 ไม่รับรู้ความเปลี่ยนแปลงภายนอก
หน่วยงานที่ไม่รับรู้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคมหรือสภาพแวดล้อมภายนอกองค์กรนั้น อยู่ในลักษณะ “ตั้งอยู่ในความประมาท” ไม่คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลง ว่าจะมีผลกระทบต่อตนหรือหน่วยงานของตน หน่วยราชการอยู่ในสภาพ “ไม่มีวันเจ๊ง” จึงไม่คุ้นเคยกับการขวนขวายปรับตัว ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด แต่ในเวลานี้รัฐบาลได้ใส่เงื่อนไขต่าง ๆ เข้าไปกระตุ้นให้หน่วยราชการและข้าราชการต้องตื่นตัว ทำงานในลักษณะที่จะต้อง “รับมือ” ต่อการเปลี่ยนแปลงหรือแรงบีบคั้นจากภายนอก การกำหนดให้หน่วยราชการต้องดำเนินการจัดการความรู้และพัฒนาไปเป็นองค์การเรียนรู้ ก็เป็นการสร้างเงื่อนไขอย่างหนึ่ง
วิบัติที่ 6 ไม่คิดพึ่งตนเองในด้านความรู้
หน่วยราชการต่าง ๆ อยู่ในสภาพ “พึ่งพาความรู้จากภายนอก” คือทำงานตาม “ความรู้” ที่กำหนดไว้ในกฎระเบียบตายตัว จึงขาดแนวความคิดและทักษะในการสร้างความรู้ขึ้นใช้เองในงานของตน ข้าราชการที่อยู่ในสภาพนี้นาน ๆ ก็จะ “เป็นง่อยทางปัญญา” คำว่าปัญญาในที่นี้หมายถึงปัญญาปฏิบัติ คือปัญญาที่ได้จากการปฏิบัติงาน และใช้สำหรับปฏิบัติงาน เป็น “ปัญญารวมหมู่” (collective wisdom) คือ มาจากการเรียนรู้ร่วมกันผ่านการปฏิบัติ แต่จะเกิดการเรียนรู้ร่วมกันในหมู่ข้าราชการในหน่วยงานเดียวกัน
วิบัติที่ 7 ไม่ยอมรับความไม่ชัดเจนในการทำงานบางส่วน
งานบริการสมัยใหม่เน้นผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง ผู้ให้บริการจะต้องบริการ “ตามความพึงพอใจของลูกค้าหรือผู้ใช้บริการ” ซึ่งจะไม่อยู่ในสภาพที่ตายตัว ความเข้าใจเรื่องราวตามความพึงพอใจของผู้ใช้บริการก็ไม่ชัดเจนในทุกเรื่อง เมื่อเข้าใจไม่ชัดเจน ความรู้ไม่พอ ก็ต้องสร้างความรู้ขึ้นใช้ จะเห็นว่าความไม่ชัดเจนคือบ่อเกิดของความรู้
วิบัติที่ 8 การดำเนินการจัดการความรู้ไม่ได้แทรกเป็นเนื้อเดียวกับงานประจำ ทำให้รู้สึกว่าเป็นภาระ หรือเป็นงานที่เพิ่มขึ้น
ในเรื่องของการจัดการความรู้ควรดูแลโดยหน่วยพัฒนาองค์การ (OD – Organization Development) ร่วมกับหน่วยพัฒนาทรัพยากรบุคคล และหน่วยเทคโนโลยีสารสนเทศ ดำเนินการในลักษณะที่การจัดการช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานรู้สึกว่าตนเองได้รับประโยชน์ เพราะทำให้งานสะดวกขึ้น ผลงานดีขึ้น ลดงานที่ไม่จำเป็นลง เกิดการเรียนรู้มากขึ้น เกิดความภาคภูมิใจในผลงาน เกิดความรู้สึกว่าตนได้รับการยอมรับนับถือจากเพื่อนร่วมงานเพิ่มขึ้น
วิบัติที่ 9 การดำเนินการจัดการความรู้ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่เป้าหมายหลักขององค์การ
“จุดตาย” ที่พบบ่อย มีลักษณะของการจัดการความรู้ที่ดำเนินการถูกทุกขั้นตอน มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างเข้มข้น เกิดการยกระดับความรู้ แต่เมื่อประเมินผลกระทบต่อกิจการขององค์การแล้ว พบว่ามีผลน้อยมาก เมื่อตรวจสอบก็พบว่าผู้ดูแลระบบจัดการความรู้ (CKO – Chief Knowledge Officer) ไม่ได้ดูแลให้เป้าหมายของการจัดการความรู้พุ่งไปในทิศทางเดียวกับวิสัยทัศน์และเป้าหมายขององค์การ
วิบัติที่ 10 ไม่มีพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่ทุกคนในหน่วยงานสามารถเข้ามาแลกเปลี่ยน
แบ่งปันความรู้อย่างเป็นธรรมชาติ
กิจกรรมที่สำคัญที่สุดในกระบวนการจัดการความรู้คือ “การแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้”
(knowledge sharing) ซึ่งต้องการพื้นที่ ให้คนมาพบปะกัน ทั้งที่เป็น พื้นที่จริง และ พื้นที่ เสมือน และเป็นพื้นที่ที่อยู่ในลักษณะ พื้นที่ประเทืองปัญญา คือไม่ใช่เป็นพื้นที่ที่ “ไร้ชีวิต” ขาดการดูแล แต่เป็นพื้นที่ที่มี “การจัดการ” ให้เกิดความสนุกสนานในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เกิดความรู้สึกใน ความมีน้ำใจ เกิดความรู้สึกภาคภูมิใจที่ตนมีสิ่งต่าง ๆ มาแลกเปลี่ยนแบ่งปันกับเพื่อนร่วมงาน
หน่วยงานที่ต้องการบรรลุผลสำเร็จในการจัดการความรู้ สู่องค์การเรียนรู้ ต้องมีการตรวจสอบ วิบัติ 10 ประการ และต้องปรับเปลี่ยนระบบการทำงานเพื่อพัฒนาให้องค์กรเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้
นางภาวนา ประยงค์เพชร 50210002

boonsom Barasri said...

การจัดการความรู้ในมุมมองของไอที
สมชาย นำประเสริฐชัย และ พสิษฐิ์ กาญจนสัณห์เพชร
การจัดการความรู้(Knowledge Managemen)เทคโนโลยีสารสนเทศ ช่วยกำหนดแนวทางที่จะนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้าไปสนับสนุน การบริหารความรู้ขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิผล และตอบสนองความต้องการขององค์กรอย่างมาก
การจัดการความรู้แบ่งตามประเภทของความรู้ เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ
1.Explicit knowledge
2.Tacit knowledge
ความรู้ทั้ง 2 ชนิดนี้สามารถที่จะประมวลผล จัดเก็บ ทำดัชนีสำหรับสืบค้น เพื่อรับรองการนำไปใช้งานเมื่อต้องการ
หน้าที่หลักๆ ของเทคโนโลยีสารสนเทศในระบบการจัดการความรู้คือเป็นตัวกลางหรือเครื่องมือสนับสนุนที่ทำให้เกิดการเชื่อมโยงและการทำงานร่วมกัน ของผู้ที่ต้องการความรู้กับองค์ความรู้ นอกจากนี้เทคโนโลยีสารสนเทศ ยังทำหน้าที่หลัก ๆ ในการช่วยบริหารองค์ความรู้ คือการรวบรวม จัดเก็บ และการนำความรู้ไปใช้งาน ซึ่งกระบวนการเหล่านี้จะเป็นการจัดการกับองค์ความรู้เก่า หรือ ความรู้ ที่อยู่ในพนักงานบางคนบางกลุ่มในองค์กร ให้สามารถนำมาใช้ใหม่ได้อย่างทั่วถึงทั้งองค์กร
ปัจจัยเสริมเพื่อให้การทำ KM ให้สำเร็จ
ความรู้จะมีค่าและสร้างประโยชน์ให้กับองค์กรก็ต่อเมื่อนำไปสร้าง
พัฒนาสินค้า
การบริการ ในองค์กรต้องจัดกระบวนการการจัดการความรู้โดยนำบทบาททางเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีส่วนช่วยในการจัดการ ข้อจำกัดหลักในการดำเนินการจัดการความรู้ คือ
1. การจัดการความรู้ในแบบที่เป็นการมองจากระดับปฏิบัติ
2. ความรู้ที่ถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศสามารถรองรับความรู้ที่เป็น
Explicit knowledge คือ Tacit และ Explicit
3. ให้ทุกคนในองค์กรยอมแลกเปลี่ยนความรู้ ซึ่งกันและกัน ลดการแบ่งแยก
แนวคิดสำหรับการจัดการความรู้ในองค์กร
การจัดการความรู้ในองค์กร เป็นการวางระบบองค์กรที่อาศัยปัจจัยหลายๆด้าน องค์กรต้องมีการกำหนดวัตถุประสงค์ในการจัดการความรู้ให้สอดคล้องกับเป้าหมายรวม ความรู้ขององค์กรสามารถบริหารจัดการได้โดยการควบคุม จัดการกระบวนการต่างๆ เช่นการแลกเปลี่ยน การจัดเก็บ การสร้างความรู้ใหม่ การสืบค้น รวมทั้งควบคุมสภาพแวดล้อมภายในองค์กร เทคโนโลยีสารสนเทศนั้นคือเครื่องมือในการสนับสนุน


ทศวิบัติของการจัดการความรู้ในหน่วยราชการ
วิจารณ์ พานิช

ในบทความเรื่อง “ทศปฏิบัติสู่ความเป็นองค์การเรียนรู้ของหน่วยราชการ” ได้เสนอข้อปฏิบัติ 10 ประการ สำหรับพัฒนาหน่วยราชการไปสู่ความเป็นองค์การเรียนรู้เน้นที่การปฏิบัติที่พบเห็นอยู่ทั่วไปในหน่วยราชการ วิบัติที่ 1 ภาวะผู้นำที่พิการหรือบิดเบี้ยว
มีการปฏิบัติของผู้นำระดับสูงขององค์การหลายประการที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการจัดการความรู้
วิบัติที่ 2 วัฒนธรรมอำนาจ
องค์การที่อยู่ใต้วัฒนธรรมอำนาจ (top – down, command and control) จะมีลักษณะ
วิบัติที่ 3 ไม่ให้คุณค่าต่อความแตกต่างหลากหลาย
ในองค์การแบบนี้สิ่งที่เน้นคือ “เอกภาพ” ภายใต้หลักการว่าทุกคนในหน่วยงานจะต้องมีวิธีคิดแบบเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีความคิดเชิง “เห็นพ้อง” กับ “ผู้บังคับบัญชา” ในทุกเรื่อง ในลักษณะ “ว่านอนสอนง่าย” “ไม่กระด้างกระเดื่องต่อผู้บังคับบัญชา ที่จริง คนที่ทำงานร่วมกันจะต้องมีความเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่ว่าระหว่างผู้ที่อาวุโสกว่ากับผู้อาวุโสต่ำกว่า และระหว่างผู้มีภาระรับผิดชอบในระดับเดียวกัน แต่การมีวิธีคิดหรือมีความเห็นแตกต่างกัน ต้องไม่ถือเป็นการไม่เคารพหรือกระด้างกระเดื่อง
การจัดการความรู้จะได้ผลสูงส่ง ต่อเมื่อมีผู้ร่วมงานที่
วิบัติที่ 4 ไม่เปิดโอกาสให้ทดลองวิธีทำงานใหม่ ๆ
องค์การแบบนี้เน้นการทำงานตาม “แบบฉบับ” ตามกฎระเบียบหรือตามประเพณีที่ปฏิบัติต่อ ๆ กันมาอย่างเคร่งครัดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จะถูกปิดกั้น การดำเนินการจัดการความรู้จะไม่ได้ผล
ผู้บริหารระดับสูงจะต้องหาวิธีส่งเสริมให้มีการทดลองวิธีทำงานใหม่ ๆ ได้ในทุกระดับ โดยไม่ผิดกฎเกณฑ์กติกา และนำผลการทดลองมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน
วิบัติที่ 5 ไม่รับรู้ความเปลี่ยนแปลงภายนอก
หน่วยงานที่ไม่รับรู้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคมหรือในสภาพแวดล้อมภายนอกองค์การ นั้นอยู่ในลักษณะ “ตั้งอยู่ในความประมาท”
วิบัติที่ 6 ไม่คิดพึ่งตนเองในด้านความรู้
หน่วยราชการต่าง ๆ อยู่ในสภาพ “พึ่งพาความรู้จากภายนอก” จนเคยชิน กล่าวคือทำงานตาม “ความรู้” ที่กำหนดไว้ในกฎระเบียบอย่างชัดเจนตายตัว จึงขาดทั้งแนวความคิดและทักษะในการสร้างความรู้ขึ้นใช้เองในงานของตน ข้าราชการที่อยู่ในสภาพนี้นาน ๆ ก็จะ “เป็นง่อยทางปัญญา”
วิบัติที่ 7 ไม่ยอมรับความไม่ชัดเจนในการทำงานบางส่วน ความเข้าใจเรื่องราวตามความพึงพอใจของผู้ใช้บริการก็ไม่ชัดเจนในทุกเรื่อง เมื่อเข้าใจไม่ชัดเจน ความรู้ไม่พอ ก็ต้องสร้างความรู้ขึ้นใช้จะเห็นว่าความไม่ชัดเจนคือบ่อเกิดของความรู้ แต่วัฒนธรรมของราชการเป็นวัฒนธรรมปฏิเสธความไม่ชัดเจน จึงเท่ากับปฏิเสธบ่อเกิดแห่งความรู้ทำให้ไม่มีโจทย์สำหรับแสวงหาและสร้างความรู้เพื่อการทำงาน ขาด “ตัวช่วย” สำหรับการจัดการความรู้ที่ทรงพลัง
วิบัติที่ 8 การดำเนินการจัดการความรู้ไม่ได้แทรกเป็นเนื้อเดียวกับงานประจำ ทำให้รู้สึกว่าเป็นภาระ หรือเป็นงานที่เพิ่มขึ้น
วิบัติที่ 9 การดำเนินการจัดการความรู้ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่เป้าหมายหลักขององค์การ
วิบัติที่ 10 ไม่มีพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่ทุกคนในหน่วยงานสามารถเข้ามาแลกเปลี่ยน
แบ่งปันความรู้อย่างเป็นธรรมชาติ
ข้อปฏิบัติที่น่าจะเป็นปัจจัยถ่วงหรือหน่วงเหนี่ยวการจัดการความรู้ในภาคราชการมากที่สุดหน่วยราชการที่ต้องการบรรลุผลสำเร็จในการจัดการความรู้สู่การเป็นองค์การเรียนรู้ พึงตรวจสอบ “ปัจจัยสู่วิบัติ” เหล่านี้ และขจัดปัดเป่าออกไปเสีย

นายบุญสม บาระศรี

Chalermsuk Lohagad said...

สรุปบทความ
ทศวิบัติของการจัดการความรู้ในหน่วยราชการ
วิจารณ์ พานิช

“ทศวิบัติของการจัดการความรู้ (Knowledge Managementหรือ KM) ในหน่วยราชการ” คือหลักการปฏิบัติ 10 ประการที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อผลสำเร็จในการดำเนินการจัดการความรู้
วิบัติที่ 1 ภาวะผู้นำที่พิการหรือบิดเบี้ยว
การปฏิบัติของผู้นำที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการจัดการความรู้ ที่สำคัญ ๆ ได้แก่
o ไม่รู้จักและไม่สนใจการจัดการความรู้
o ไม่สนับสนุนหรือสนับสนุนแบบไม่จริงใจ
o ถือประโยชน์ส่วนตนสำคัญกว่าประโยชน์ส่วนองค์การ
o มีการแย่งชิงอำนาจในหมู่ผู้บริหารระดับสูง หรือไม่สามัคคีกัน
o การรวมศูนย์ ของภาวะผู้นำ คือคิด และปฏิบัติ ที่ต้องยึดถือแนวทางทำงานแบบ “เอื้ออำนาจ” (empowerment) ไม่ใช่แบบ “หวงอำนาจ” หรือ “รวบอำนาจ
วิบัติที่ 2 วัฒนธรรมอำนาจ
องค์การที่อยู่ใต้วัฒนธรรมอำนาจ (top – down, command and control) มีลักษณะ
o บุคลากรแสดงความเคารพยำเกรง จงรักภักดีต่อ “นาย” ที่เอื้อประโยชน์แก่ตนได้ และทำงานเพื่อสนอง “นโยบาย” ของ “นาย” เป็นหลัก โดยไม่คำนึงถึงเป้าหมายหลักขององค์การ
o องค์การมีลักษณะเป็น “แท่งอำนาจ” หลาย ๆ แท่งอยู่ด้วยกันในลักษณะแท่งใครแท่งมัน
o การติดต่อสื่อสารมีลักษณะสื่อสารแนวดิ่งภายในแท่งของตน ไม่มีการติดต่อสื่อสารระหว่างแท่ง หรือถ้าจะมีก็ต้องเป็นทางการ โดยผู้มีอำนาจสูงสุดของแท่ง “อนุมัติ” ให้ดำเนินการได้
o การริเริ่มสร้างสรรค์ใหม่ ๆ จะดำเนินได้เฉพาะโดย “นโยบาย” หรือโดยการอนุมัติของผู้มีอำนาจสูงสุดภายในแท่งเท่านั้น
o การปฏิบัติงานต้องเป็นไปตามกฎระเบียบโดยเคร่งครัด
o ความสัมพันธ์เป็นลักษณะ “ผู้บังคับบัญชา” กับ “ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา”
วิบัติที่ 3 ไม่ให้คุณค่าต่อความแตกต่างหลากหลาย
ในองค์การแบบนี้สิ่งที่เน้นคือ “เอกภาพ” ภายใต้หลักการว่าทุกคนในหน่วยงานจะต้องมีวิธีคิดแบบเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีความคิดเชิง “เห็นพ้อง” กับ “ผู้บังคับบัญชา” ในทุกเรื่อง
การจัดการความรู้จะได้ผลสูงส่ง ต่อเมื่อมีผู้ร่วมงานที่แตกต่างหลากหลายในด้านต่าง ๆ มาร่วมปฏิบัติ และร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน โดยมีการพัฒนาทักษะในการใช้พลังของความแตกต่างหลากหลายให้เกิดผลเชิงบวก เชิงสร้างสรรค์
วิบัติที่ 4 ไม่เปิดโอกาสให้ทดลองวิธีทำงานใหม่ ๆ
องค์การแบบนี้เน้นการทำงานตาม “แบบฉบับ” ตามกฎระเบียบหรือตามประเพณีที่ปฏิบัติต่อ ๆ กันมาผู้บริหารระดับสูงจะต้องหาวิธีส่งเสริมให้มีการทดลองวิธีทำงานใหม่ ๆ ได้ในทุกระดับ
วิบัติที่ 5 ไม่รับรู้ความเปลี่ยนแปลงภายนอก
องค์การไม่ตระหนักว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นมีผลกระทบต่อตนหรือหน่วยงานของตน ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม หน่วยราชการอยู่ในสภาพ “ไม่มีวันเจ๊ง” จึงไม่คุ้นเคยกับการขวนขวายปรับตัว ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด แต่ในเวลานี้รัฐบาลได้ใส่เงื่อนไขต่าง ๆ เข้าไปกระตุ้นให้หน่วยราชการและข้าราชการต้องตื่นตัว ทำงานในลักษณะที่จะต้อง “รับมือ” ต่อการเปลี่ยนแปลงหรือแรงบีบคั้นจากภายนอก การกำหนดให้หน่วยราชการต้องดำเนินการจัดการความรู้และพัฒนาไปเป็นองค์การเรียนรู้ ก็เป็นการสร้างเงื่อนไขอย่างหนึ่ง
วิบัติที่ 6 ไม่คิดพึ่งตนเองในด้านความรู้
หน่วยราชการต่าง ๆ อยู่ในสภาพ “พึ่งพาความรู้จากภายนอก” คือทำงานตาม “ความรู้” ที่กำหนดไว้ในกฎระเบียบอย่างชัดเจนตายตัว จึงขาดทั้งแนวความคิดและทักษะในการสร้างความรู้ขึ้นใช้เองในงานของตน ข้าราชการที่อยู่ในสภาพนี้นาน ๆ ก็จะ “เป็นง่อยทางปัญญา” คำว่าปัญญาในที่นี้หมายถึงปัญญาปฏิบัติ คือปัญญาที่ได้จากการปฏิบัติงาน และใช้สำหรับปฏิบัติงาน เป็น “ปัญญารวมหมู่” (collective wisdom) คือ มาจากการเรียนรู้ร่วมกันผ่านการปฏิบัติ แต่จะเกิดการเรียนรู้ร่วมกันในหมู่ข้าราชการในหน่วยงานเดียวกัน
วิบัติที่ 7 ไม่ยอมรับความไม่ชัดเจนในการทำงานบางส่วน
งานบริการสมัยใหม่เน้นผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง “ตามความพึงพอใจของลูกค้าหรือผู้ใช้บริการ” ซึ่งจะไม่อยู่ในสภาพที่ตายตัว ความเข้าใจเรื่องราวตามความพึงพอใจของผู้ใช้บริการก็ไม่ชัดเจนในทุกเรื่อง เมื่อเข้าใจไม่ชัดเจน ความรู้ไม่พอ ก็ต้องสร้างความรู้ขึ้นใช้จะเห็นว่าความไม่ชัดเจนคือบ่อเกิดของความรู้ แต่วัฒนธรรมของราชการเป็นวัฒนธรรมปฏิเสธความไม่ชัดเจน จึงเท่ากับปฏิเสธบ่อเกิดแห่งความรู้ทำให้ไม่มีโจทย์สำหรับแสวงหาและสร้างความรู้เพื่อการทำงาน ขาด “ตัวช่วย” สำหรับการจัดการความรู้ที่ทรงพลัง
วิบัติที่ 8 การดำเนินการจัดการความรู้ไม่ได้แทรกเป็นเนื้อเดียวกับงานประจำ ทำให้รู้สึกว่าเป็นภาระ หรือเป็นงานที่เพิ่มขึ้น
การจัดการความรู้ควรดูแลโดยหน่วยพัฒนาองค์การ (OD – Organization Development) ร่วมกับหน่วยพัฒนาทรัพยากรบุคคล และหน่วยเทคโนโลยีสารสนเทศ ดำเนินการในลักษณะที่การจัดการความรู้ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานรู้สึกว่าตนเองได้รับประโยชน์ เพราะทำให้งานสะดวกขึ้น ผลงานดีขึ้น และในขณะเดียวกัน หน่วยงานหรือองค์การเคลื่อนสู่ความเป็น “องค์การเรียนรู้” และมี “ขุมความรู้” เพื่อการปฏิบัติงานแต่ละชิ้น แต่ละประเภท เก็บไว้ในองค์การ ในลักษณะของความรู้เพื่อการปฏิบัติ ที่ค้นหาได้ทันท่วงที และมีความใหม่ สด อยู่เสมอ
วิบัติที่ 9 การดำเนินการจัดการความรู้ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่เป้าหมายหลักขององค์การ
มีลักษณะของการจัดการความรู้ที่ดำเนินการถูกขั้นตอนทุกอย่าง มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างเข้มข้น เกิดการยกระดับความรู้ แต่เมื่อประเมินผลกระทบต่อกิจการขององค์การแล้ว พบว่ามีผลน้อยมาก เมื่อตรวจสอบก็พบว่าผู้ดูแลระบบจัดการความรู้ (CKO – Chief Knowledge Officer) ไม่ได้ดูแลให้เป้าหมายของการจัดการความรู้พุ่งไปในทิศทางเดียวกับวิสัยทัศน์และเป้าหมายขององค์การ
วิบัติที่ 10 ไม่มีพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่ทุกคนในหน่วยงานสามารถเข้ามาแลกเปลี่ยน
แบ่งปันความรู้อย่างเป็นธรรมชาติ
กิจกรรมที่สำคัญที่สุดในกระบวนการจัดการความรู้คือ “การแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้”
(knowledge sharing) ซึ่งต้องการ “พื้นที่” ให้คนมาพบปะกัน ทั้งที่เป็น “พื้นที่จริง” และ “พื้นที่ เสมือน” และเป็นพื้นที่ที่อยู่ในลักษณะ “พื้นที่ประเทืองปัญญา” คือไม่ใช่เป็นพื้นที่ที่ “ไร้ชีวิต” ขาดการดูแล แต่เป็นพื้นที่ที่มี “การจัดการ” ให้เกิดความสนุกสนานในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เกิดความรู้สึกใน “น้ำใจไมตรี” ระหว่างผู้เข้ามา “สนุก” ในพื้นที่ เกิดความรู้สึกภาคภูมิใจที่ตนได้มี “สิ่งละอัน พันละนิด” มาแลกเปลี่ยนแบ่งปันกับเพื่อนร่วมงาน และร่วมกันสร้างความมีชีวิตชีวาในการทำงานหากขาด “พื้นที่ที่มีชีวิต” การจัดการความรู้ในองค์การจะจืดชืด ไม่สามารถเกิดผลอันทรงพลังได้
นายเฉลิมศักดิ์ โลหากาศ
สรุปบทความ
การจัดการความรู้ในมุมมองของไอที
สมชาย นำประเสริฐ
พสิษฐ์ กาญจนสัณห์เพชร
สังคมไทยก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความรู้ เพราะความรู้มีความสำคัญมาก เป็นเครื่องมือที่ทำให้ได้เปรียบในการแข่งขัน การได้มาซึ่งอำนาจและทรัพย์สิน การจัดการความรู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อกำหนดแนวทางที่จะนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้าไปสนับสนุนการบริหารความรู้ขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ยุคสารสนเทศสู่ยุคของความรู้
ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีการพัฒนาระบบ ERP (Enterprise Resource Planning ) เพื่อควบคุมการบริหารงานทั่วทั้งองค์กร ช่วยให้การดำเนินการภายในองค์กรมีความเชื่อมโยงกัน และเชื่อมโยงกับองค์กรภายนอกได้มากขึ้น
ระบบการจัดความรู้ ( Knowledge Management ) กล่าวถึงมากในระบบการศึกษา องค์กรวิจัยและทางธุรกิจ ซึ่งในปัจจุบันมีการพัฒนาโปรแกรมเพื่อช่วยบริหารความรู้ขององค์กร มีลักษณะการทำงานที่สอดคล้องและตอบสนองความต้องการขององค์กร
คนทาง IT มอง KM อย่างไร
การจัดความรู้แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ
1. Explicit Knowledge ความรู้ที่อยู่ในรูปข้อความ คำพูด เอกสารและกระบวนการ
2. Tacit Knowledge ความรู้ที่อยู่ในรูปของภาพ เสียง วีดีโอ
เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารองค์ความรู้ คือ รวบรวมข้อมูลจากระบบอื่น ๆ เพื่อ
ประมวลผลแบ่งกลุ่มและจัดทำดัชนีให้ง่ายต่อการจัดเก็บและสืบค้น เมื่อต้องการใช้ความรู้เหล่านั้น เทคโนโลยีสารสนเทศทำหน้าที่หลักในการบริหารองค์ความรู้ คือ การรวบรวม การจัดเก็บ และการนำความรู้ไปใช้งาน
ปัจจัยเสริมเพื่อให้การทำ KM ให้สำเร็จ
ความสำคัญการบริหารความรู้ภายในองค์กร เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งการบริหารข้อมูลและความรู้ที่เหมาะสมจะช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมายได้ ความรู้จะมีคุณค่าและสร้างประโยชน์กับองค์กรเมื่อนำไปใช้ในการสร้างหรือพัฒนาผลผลิต กระบวนการ การบริหารองค์ความรู้ต้องจัดการที่กระบวนการจัดการความรู้ เช่น กระบวนการจัดเก็บ ค้นหา ดูแล เทคโนโลยีสารสนเทศมีบทบาทมากในการจัดการกระบวนการให้มีประสิทธิภาพดีกว่าใช้คนจัดการ
การจัดการความรู้มีข้อจำกัด ดังต่อไปนี้
1. การจัดการความรู้ระดับปฏิบัติการ ระบบอาจไม่ตอบสนองต่อเป้าหมาย
2. การจัดการความรู้ 2 กลุ่ม คือ Explicit Knowledge ความรู้ในลักษณะของภาษาและ
สัญลักษณ์ต่าง ๆ และ Tacit Knowledge ความรู้ในลักษณะประสบการณ์และเป็นลักษณะเฉพาะตัว เทคโนโลยีสารสนเทศ สามารถมาบริหารและจัดการความรู้แบบ Explicit แต่ไม่สารถเข้ามาจัดการความรู้แบบ Tacit ได้
3. องค์กรต้องมีการจัดการเพื่อสนับสนุนให้ทุกคนในองค์กรแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกัน
และกัน การปรับปรุงโครงสร้างขององค์กรเพื่อการติดต่อสื่อสารเป็นไปอย่างราบรื่น ลดการแบ่งแยก ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการและเปลี่ยนข้อมูลและความรู้
แนวคิดสำหรับการจัดการความรู้ในองค์กร
ระบบการจัดความรู้ในองค์กร เป็นการวางระบบการจัดองค์ความรู้ซึ่งต้องการปัจจัยหลายด้าน องค์กรต้องมีการกำหนดวัตถุประสงค์ของการนำระบบการจัดความรู้มาใช้และต้องสอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กร ซึ่งจัดการได้โดยการควบคุมจัดการกระบวนการต่าง ๆ เช่น กระบวนการแลกเปลี่ยน การจัดเก็บ การสร้างความรู้ใหม่ การสืบค้น การนำไปใช้ เป็นต้น รวมทั้งสร้างสภาพแวดล้อมภายในองค์กร ที่ทำให้กระบวนการเหล่านี้สามารถทำงานได้ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือสนับสนุนกระบวนการการจัดการความรู้เหล่านี้

นายเฉลิมศักดิ์ โลหากาศ

wanchaitepsri said...

สรุปบทความ
ทศวิบัติของการจัดการความรู้ในหน่วยราชการ
วิจารณ์ พานิช

“ทศวิบัติของการจัดการความรู้ (Knowledge Managementหรือ KM) ในหน่วยราชการ” คือหลักการปฏิบัติ 10 ประการที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อผลสำเร็จในการดำเนินการจัดการความรู้
วิบัติที่ 1 ภาวะผู้นำที่พิการหรือบิดเบี้ยว
การปฏิบัติของผู้นำที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการจัดการความรู้ ที่สำคัญ ๆ ได้แก่
o ไม่รู้จักและไม่สนใจการจัดการความรู้
o ไม่สนับสนุนหรือสนับสนุนแบบไม่จริงใจ
o ถือประโยชน์ส่วนตนสำคัญกว่าประโยชน์ส่วนองค์การ
o มีการแย่งชิงอำนาจในหมู่ผู้บริหารระดับสูง หรือไม่สามัคคีกัน
o การรวมศูนย์ ของภาวะผู้นำ คือคิด และปฏิบัติ ที่ต้องยึดถือแนวทางทำงานแบบ “เอื้ออำนาจ” (empowerment) ไม่ใช่แบบ “หวงอำนาจ” หรือ “รวบอำนาจ
วิบัติที่ 2 วัฒนธรรมอำนาจ
องค์การที่อยู่ใต้วัฒนธรรมอำนาจ (top – down, command and control) มีลักษณะ
o บุคลากรแสดงความเคารพยำเกรง จงรักภักดีต่อ “นาย” ที่เอื้อประโยชน์แก่ตนได้ และทำงานเพื่อสนอง “นโยบาย” ของ “นาย” เป็นหลัก โดยไม่คำนึงถึงเป้าหมายหลักขององค์การ
o องค์การมีลักษณะเป็น “แท่งอำนาจ” หลาย ๆ แท่งอยู่ด้วยกันในลักษณะแท่งใครแท่งมัน
o การติดต่อสื่อสารมีลักษณะสื่อสารแนวดิ่งภายในแท่งของตน ไม่มีการติดต่อสื่อสารระหว่างแท่ง หรือถ้าจะมีก็ต้องเป็นทางการ โดยผู้มีอำนาจสูงสุดของแท่ง “อนุมัติ” ให้ดำเนินการได้
o การริเริ่มสร้างสรรค์ใหม่ ๆ จะดำเนินได้เฉพาะโดย “นโยบาย” หรือโดยการอนุมัติของผู้มีอำนาจสูงสุดภายในแท่งเท่านั้น
o การปฏิบัติงานต้องเป็นไปตามกฎระเบียบโดยเคร่งครัด
o ความสัมพันธ์เป็นลักษณะ “ผู้บังคับบัญชา” กับ “ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา”
วิบัติที่ 3 ไม่ให้คุณค่าต่อความแตกต่างหลากหลาย
ในองค์การแบบนี้สิ่งที่เน้นคือ “เอกภาพ” ภายใต้หลักการว่าทุกคนในหน่วยงานจะต้องมีวิธีคิดแบบเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีความคิดเชิง “เห็นพ้อง” กับ “ผู้บังคับบัญชา” ในทุกเรื่อง
การจัดการความรู้จะได้ผลสูงส่ง ต่อเมื่อมีผู้ร่วมงานที่แตกต่างหลากหลายในด้านต่าง ๆ มาร่วมปฏิบัติ และร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน โดยมีการพัฒนาทักษะในการใช้พลังของความแตกต่างหลากหลายให้เกิดผลเชิงบวก เชิงสร้างสรรค์
วิบัติที่ 4 ไม่เปิดโอกาสให้ทดลองวิธีทำงานใหม่ ๆ
องค์การแบบนี้เน้นการทำงานตาม “แบบฉบับ” ตามกฎระเบียบหรือตามประเพณีที่ปฏิบัติต่อ ๆ กันมาผู้บริหารระดับสูงจะต้องหาวิธีส่งเสริมให้มีการทดลองวิธีทำงานใหม่ ๆ ได้ในทุกระดับ
วิบัติที่ 5 ไม่รับรู้ความเปลี่ยนแปลงภายนอก
องค์การไม่ตระหนักว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นมีผลกระทบต่อตนหรือหน่วยงานของตน ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม หน่วยราชการอยู่ในสภาพ “ไม่มีวันเจ๊ง” จึงไม่คุ้นเคยกับการขวนขวายปรับตัว ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด แต่ในเวลานี้รัฐบาลได้ใส่เงื่อนไขต่าง ๆ เข้าไปกระตุ้นให้หน่วยราชการและข้าราชการต้องตื่นตัว ทำงานในลักษณะที่จะต้อง “รับมือ” ต่อการเปลี่ยนแปลงหรือแรงบีบคั้นจากภายนอก การกำหนดให้หน่วยราชการต้องดำเนินการจัดการความรู้และพัฒนาไปเป็นองค์การเรียนรู้ ก็เป็นการสร้างเงื่อนไขอย่างหนึ่ง
วิบัติที่ 6 ไม่คิดพึ่งตนเองในด้านความรู้
หน่วยราชการต่าง ๆ อยู่ในสภาพ “พึ่งพาความรู้จากภายนอก” คือทำงานตาม “ความรู้” ที่กำหนดไว้ในกฎระเบียบอย่างชัดเจนตายตัว จึงขาดทั้งแนวความคิดและทักษะในการสร้างความรู้ขึ้นใช้เองในงานของตน ข้าราชการที่อยู่ในสภาพนี้นาน ๆ ก็จะ “เป็นง่อยทางปัญญา” คำว่าปัญญาในที่นี้หมายถึงปัญญาปฏิบัติ คือปัญญาที่ได้จากการปฏิบัติงาน และใช้สำหรับปฏิบัติงาน เป็น “ปัญญารวมหมู่” (collective wisdom) คือ มาจากการเรียนรู้ร่วมกันผ่านการปฏิบัติ แต่จะเกิดการเรียนรู้ร่วมกันในหมู่ข้าราชการในหน่วยงานเดียวกัน
วิบัติที่ 7 ไม่ยอมรับความไม่ชัดเจนในการทำงานบางส่วน
งานบริการสมัยใหม่เน้นผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง “ตามความพึงพอใจของลูกค้าหรือผู้ใช้บริการ” ซึ่งจะไม่อยู่ในสภาพที่ตายตัว ความเข้าใจเรื่องราวตามความพึงพอใจของผู้ใช้บริการก็ไม่ชัดเจนในทุกเรื่อง เมื่อเข้าใจไม่ชัดเจน ความรู้ไม่พอ ก็ต้องสร้างความรู้ขึ้นใช้จะเห็นว่าความไม่ชัดเจนคือบ่อเกิดของความรู้ แต่วัฒนธรรมของราชการเป็นวัฒนธรรมปฏิเสธความไม่ชัดเจน จึงเท่ากับปฏิเสธบ่อเกิดแห่งความรู้ทำให้ไม่มีโจทย์สำหรับแสวงหาและสร้างความรู้เพื่อการทำงาน ขาด “ตัวช่วย” สำหรับการจัดการความรู้ที่ทรงพลัง
วิบัติที่ 8 การดำเนินการจัดการความรู้ไม่ได้แทรกเป็นเนื้อเดียวกับงานประจำ ทำให้รู้สึกว่าเป็นภาระ หรือเป็นงานที่เพิ่มขึ้น
การจัดการความรู้ควรดูแลโดยหน่วยพัฒนาองค์การ (OD – Organization Development) ร่วมกับหน่วยพัฒนาทรัพยากรบุคคล และหน่วยเทคโนโลยีสารสนเทศ ดำเนินการในลักษณะที่การจัดการความรู้ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานรู้สึกว่าตนเองได้รับประโยชน์ เพราะทำให้งานสะดวกขึ้น ผลงานดีขึ้น และในขณะเดียวกัน หน่วยงานหรือองค์การเคลื่อนสู่ความเป็น “องค์การเรียนรู้” และมี “ขุมความรู้” เพื่อการปฏิบัติงานแต่ละชิ้น แต่ละประเภท เก็บไว้ในองค์การ ในลักษณะของความรู้เพื่อการปฏิบัติ ที่ค้นหาได้ทันท่วงที และมีความใหม่ สด อยู่เสมอ
วิบัติที่ 9 การดำเนินการจัดการความรู้ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่เป้าหมายหลักขององค์การ
มีลักษณะของการจัดการความรู้ที่ดำเนินการถูกขั้นตอนทุกอย่าง มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างเข้มข้น เกิดการยกระดับความรู้ แต่เมื่อประเมินผลกระทบต่อกิจการขององค์การแล้ว พบว่ามีผลน้อยมาก เมื่อตรวจสอบก็พบว่าผู้ดูแลระบบจัดการความรู้ (CKO – Chief Knowledge Officer) ไม่ได้ดูแลให้เป้าหมายของการจัดการความรู้พุ่งไปในทิศทางเดียวกับวิสัยทัศน์และเป้าหมายขององค์การ
วิบัติที่ 10 ไม่มีพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่ทุกคนในหน่วยงานสามารถเข้ามาแลกเปลี่ยน
แบ่งปันความรู้อย่างเป็นธรรมชาติ
กิจกรรมที่สำคัญที่สุดในกระบวนการจัดการความรู้คือ “การแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้”
(knowledge sharing) ซึ่งต้องการ “พื้นที่” ให้คนมาพบปะกัน ทั้งที่เป็น “พื้นที่จริง” และ “พื้นที่ เสมือน” และเป็นพื้นที่ที่อยู่ในลักษณะ “พื้นที่ประเทืองปัญญา” คือไม่ใช่เป็นพื้นที่ที่ “ไร้ชีวิต” ขาดการดูแล แต่เป็นพื้นที่ที่มี “การจัดการ” ให้เกิดความสนุกสนานในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เกิดความรู้สึกใน “น้ำใจไมตรี” ระหว่างผู้เข้ามา “สนุก” ในพื้นที่ เกิดความรู้สึกภาคภูมิใจที่ตนได้มี “สิ่งละอัน พันละนิด” มาแลกเปลี่ยนแบ่งปันกับเพื่อนร่วมงาน และร่วมกันสร้างความมีชีวิตชีวาในการทำงานหากขาด “พื้นที่ที่มีชีวิต” การจัดการความรู้ในองค์การจะจืดชืด ไม่สามารถเกิดผลอันทรงพลังได้
นายวันชัย เทพศรี
สรุปบทความ
การจัดการความรู้ในมุมมองของไอที
สมชาย นำประเสริฐ
พสิษฐ์ กาญจนสัณห์เพชร
สังคมไทยก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความรู้ เพราะความรู้มีความสำคัญมาก เป็นเครื่องมือที่ทำให้ได้เปรียบในการแข่งขัน การได้มาซึ่งอำนาจและทรัพย์สิน การจัดการความรู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อกำหนดแนวทางที่จะนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้าไปสนับสนุนการบริหารความรู้ขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ยุคสารสนเทศสู่ยุคของความรู้
ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีการพัฒนาระบบ ERP (Enterprise Resource Planning ) เพื่อควบคุมการบริหารงานทั่วทั้งองค์กร ช่วยให้การดำเนินการภายในองค์กรมีความเชื่อมโยงกัน และเชื่อมโยงกับองค์กรภายนอกได้มากขึ้น
ระบบการจัดความรู้ ( Knowledge Management ) กล่าวถึงมากในระบบการศึกษา องค์กรวิจัยและทางธุรกิจ ซึ่งในปัจจุบันมีการพัฒนาโปรแกรมเพื่อช่วยบริหารความรู้ขององค์กร มีลักษณะการทำงานที่สอดคล้องและตอบสนองความต้องการขององค์กร
คนทาง IT มอง KM อย่างไร
การจัดความรู้แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ
1. Explicit Knowledge ความรู้ที่อยู่ในรูปข้อความ คำพูด เอกสารและกระบวนการ
2. Tacit Knowledge ความรู้ที่อยู่ในรูปของภาพ เสียง วีดีโอ
เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารองค์ความรู้ คือ รวบรวมข้อมูลจากระบบอื่น ๆ เพื่อ
ประมวลผลแบ่งกลุ่มและจัดทำดัชนีให้ง่ายต่อการจัดเก็บและสืบค้น เมื่อต้องการใช้ความรู้เหล่านั้น เทคโนโลยีสารสนเทศทำหน้าที่หลักในการบริหารองค์ความรู้ คือ การรวบรวม การจัดเก็บ และการนำความรู้ไปใช้งาน
ปัจจัยเสริมเพื่อให้การทำ KM ให้สำเร็จ
ความสำคัญการบริหารความรู้ภายในองค์กร เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งการบริหารข้อมูลและความรู้ที่เหมาะสมจะช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมายได้ ความรู้จะมีคุณค่าและสร้างประโยชน์กับองค์กรเมื่อนำไปใช้ในการสร้างหรือพัฒนาผลผลิต กระบวนการ การบริหารองค์ความรู้ต้องจัดการที่กระบวนการจัดการความรู้ เช่น กระบวนการจัดเก็บ ค้นหา ดูแล เทคโนโลยีสารสนเทศมีบทบาทมากในการจัดการกระบวนการให้มีประสิทธิภาพดีกว่าใช้คนจัดการ
การจัดการความรู้มีข้อจำกัด ดังต่อไปนี้
1. การจัดการความรู้ระดับปฏิบัติการ ระบบอาจไม่ตอบสนองต่อเป้าหมาย
2. การจัดการความรู้ 2 กลุ่ม คือ Explicit Knowledge ความรู้ในลักษณะของภาษาและ
สัญลักษณ์ต่าง ๆ และ Tacit Knowledge ความรู้ในลักษณะประสบการณ์และเป็นลักษณะเฉพาะตัว เทคโนโลยีสารสนเทศ สามารถมาบริหารและจัดการความรู้แบบ Explicit แต่ไม่สารถเข้ามาจัดการความรู้แบบ Tacit ได้
3. องค์กรต้องมีการจัดการเพื่อสนับสนุนให้ทุกคนในองค์กรแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกัน
และกัน การปรับปรุงโครงสร้างขององค์กรเพื่อการติดต่อสื่อสารเป็นไปอย่างราบรื่น ลดการแบ่งแยก ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการและเปลี่ยนข้อมูลและความรู้
แนวคิดสำหรับการจัดการความรู้ในองค์กร
ระบบการจัดความรู้ในองค์กร เป็นการวางระบบการจัดองค์ความรู้ซึ่งต้องการปัจจัยหลายด้าน องค์กรต้องมีการกำหนดวัตถุประสงค์ของการนำระบบการจัดความรู้มาใช้และต้องสอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กร ซึ่งจัดการได้โดยการควบคุมจัดการกระบวนการต่าง ๆ เช่น กระบวนการแลกเปลี่ยน การจัดเก็บ การสร้างความรู้ใหม่ การสืบค้น การนำไปใช้ เป็นต้น รวมทั้งสร้างสภาพแวดล้อมภายในองค์กร ที่ทำให้กระบวนการเหล่านี้สามารถทำงานได้ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือสนับสนุนกระบวนการการจัดการความรู้เหล่านี้

นายวันชัย เทพศรี

Unknown said...

การจัดการความรู้ในมุมมองของไอที
สมชาย นำประเสริฐชัย
พสิษฐิ์ กาญจนสัณห์เพชร
มุมมองของการจัดการความรู้ในความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และวิเคราะห์ถึงข้อดีข้อด้อย เพื่อช่วยกำหนดแนวทางที่จะนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้าไปสนับสนุนการบริหารความรู้ขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิผลปัจจุบันมีการกล่าถึงระบบการจัดการความรู้ (Knowledge Management
ในระบบซอร์ฟแวร์ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการความรู้นั้นแบ่งประเภทของความรู้ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ
* Explicit knowledge ที่มีโครงสร้างชัดเจนสามารถบันทึกจัดเก็บในรูปของ ข้อความ ,คำพูด ,เอกสาร
* Tacit knowledge คือ ความรู้ที่ไม่มีโครงสร้างที่ชัดเจนบางส่วนอาจจะอยู่ในรูปของภาพ ,เสียง ,วีดีโอ
ปัจจัยเสริมเพื่อให้การทำ KM ให้สำเร็จ
1) .การจัดการความรู้ในแบบที่เป็นการมองจากระดับปฏิบัติ เพื่อสามารถรองรับเป้าหมายและแผนงานธุรกิจขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2) ความรู้ที่ถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศสามารถรองรับความรู้ที่เป็น
Explicit knowledge คือ Tacit และ Explicit
3) ให้ทุกคนในองค์กรยอมแลกเปลี่ยนความรู้ ซึ่งกันและกัน ลดการแบ่งแยก
แนวคิดสำหรับการจัดการความรู้ในองค์กร
ในการจัดการ องค์ความรู้ในหลายด้านตามที่ได้กล่าวมาข้างต้นองค์กรต้องมีการกำหนดวัตถุประสงค์ของการนำระบบการจัดการความรู้มาใช้และต้องสอดคล้องกับเป้าหมายรวมขององค์กร ระบบการจัดการความรู้สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ และจัดการ กับความรู้เดิม เพื่อสนับสนุนกลยุทธ์ขององค์กร และบรรลุเป้าหมายที่วางไว้
สรุป
ความรู้แบบ Tacit อย่างเช่นทักษะและความสามารถพิเศษที่เกิดจากประสบการณ์และการฝึกฝนของ
บุคลากรนั้นมีความสำคัญต่อองค์กรมากกว่าความรู้แบบ Explicit แต่บริหารและจัดการได้ยาก แม้แต่ระบบ
เทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยก็ไม่สามารถรองรับการจัดการความรู้ประเภทนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องอาศัยการจัดการปัจจัยอื่นภายในองค์กร เช่น การบริหารงานบุคคล, การให้แรงจูงใจ, การจัดโครงสร้างและกระบวนการทำงานภายในองค์กร เป็นต้น เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดความรู้ การแลกเปลี่ยนความรู้ และนำสิ่งเหล่านี้ไปใช้งานและร่วมกันสร้างความรู้ใหม่ ๆ ให้แก่องค์กรบทความนี้แสดงให้เห็นว่าหลักการบริหารองค์ความรู้ในองค์กรแม้จะมีการเชื่อมโยงกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ถูกพัฒนามาเพื่อรองรับ แต่การจัดการความรู้ไม่ใช่การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ ความสำเร็จในระบบการจัดการความรู้ขึ้นกับปัจจัยหลายประการไม่ใช่ขึ้นกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างเดียวเท่านั้น จึงฝากให้องค์กรต่างๆ ที่จะนำระบบการจัดการความรู้มาใช้ได้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง

นายเจริญ บุตะเขียว
ทศวิบัติของการจัดการความรู้ในหน่วยราชการ
วิจารณ์ พานิช


“ทศวิบัติของการจัดการความรู้(Knowledge Managementหรือ KM) ในหน่วยราชการ” คือหลักการปฏิบัติ 10 ประการที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อผลสำเร็จในการดำเนินการจัดการความรู้
วิบัติที่ 1 ภาวะผู้นำที่พิการหรือบิดเบี้ยว
การปฏิบัติของผู้นำที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการจัดการความรู้ ที่สำคัญ ๆ ได้แก่
o ไม่รู้จักและไม่สนใจการจัดการความรู้
o ไม่สนับสนุนหรือสนับสนุนแบบไม่จริงใจ
o ถือประโยชน์ส่วนตนสำคัญกว่าประโยชน์ส่วนองค์การ
o มีการแย่งชิงอำนาจในหมู่ผู้บริหารระดับสูง หรือไม่สามัคคีกัน
o การรวมศูนย์ ของภาวะผู้นำ คือคิด และปฏิบัติ ที่ต้องยึดถือแนวทางทำงานแบบ “เอื้ออำนาจ” (empowerment) ไม่ใช่แบบ “หวงอำนาจ” หรือ “รวบอำนาจ
วิบัติที่ 2 วัฒนธรรมอำนาจ
องค์การที่อยู่ใต้วัฒนธรรมอำนาจ (top – down, command and control) มีลักษณะ
o บุคลากรแสดงความเคารพยำเกรง จงรักภักดีต่อ “นาย” ที่เอื้อประโยชน์แก่ตนได้ และทำงานเพื่อสนอง “นโยบาย” ของ “นาย” เป็นหลัก โดยไม่คำนึงถึงเป้าหมายหลักขององค์การ
o องค์การมีลักษณะเป็น “แท่งอำนาจ” หลาย ๆ แท่งอยู่ด้วยกันในลักษณะแท่งใครแท่งมัน
o การติดต่อสื่อสารมีลักษณะสื่อสารแนวดิ่งภายในแท่งของตน ไม่มีการติดต่อสื่อสารระหว่างแท่ง หรือถ้าจะมีก็ต้องเป็นทางการ โดยผู้มีอำนาจสูงสุดของแท่ง “อนุมัติ” ให้ดำเนินการได้
o การริเริ่มสร้างสรรค์ใหม่ ๆ จะดำเนินได้เฉพาะโดย “นโยบาย” หรือโดยการอนุมัติของผู้มีอำนาจสูงสุดภายในแท่งเท่านั้น
o การปฏิบัติงานต้องเป็นไปตามกฎระเบียบโดยเคร่งครัด
o ความสัมพันธ์เป็นลักษณะ “ผู้บังคับบัญชา” กับ “ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา”
วิบัติที่ 3 ไม่ให้คุณค่าต่อความแตกต่างหลากหลาย
ในองค์การแบบนี้สิ่งที่เน้นคือ “เอกภาพ” ภายใต้หลักการว่าทุกคนในหน่วยงานจะต้องมีวิธีคิดแบบเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีความคิดเชิง “เห็นพ้อง” กับ “ผู้บังคับบัญชา” ในทุกเรื่อง
การจัดการความรู้จะได้ผลสูงส่ง ต่อเมื่อมีผู้ร่วมงานที่แตกต่างหลากหลายในด้านต่าง ๆ มาร่วมปฏิบัติ และร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน โดยมีการพัฒนาทักษะในการใช้พลังของความแตกต่างหลากหลายให้เกิดผลเชิงบวก เชิงสร้างสรรค์
วิบัติที่ 4 ไม่เปิดโอกาสให้ทดลองวิธีทำงานใหม่ ๆ
องค์การแบบนี้เน้นการทำงานตาม “แบบฉบับ” ตามกฎระเบียบหรือตามประเพณีที่ปฏิบัติต่อ ๆ กันมา
ผู้บริหารระดับสูงจะต้องหาวิธีส่งเสริมให้มีการทดลองวิธีทำงานใหม่ ๆ ได้ในทุกระดับ โดยไม่ผิดกฎเกณฑ์กติกา และนำผลการทดลองมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน
วิบัติที่ 5 ไม่รับรู้ความเปลี่ยนแปลงภายนอก
องค์การไม่ตระหนักว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นมีผลกระทบต่อตนหรือหน่วยงานของตน ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม หน่วยราชการอยู่ในสภาพ “ไม่มีวันเจ๊ง” จึงไม่คุ้นเคยกับการขวนขวายปรับตัว ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด แต่ในเวลานี้รัฐบาลได้ใส่เงื่อนไขต่าง ๆ เข้าไปกระตุ้นให้หน่วยราชการและข้าราชการต้องตื่นตัว ทำงานในลักษณะที่จะต้อง “รับมือ” ต่อการเปลี่ยนแปลงหรือแรงบีบคั้นจากภายนอก การกำหนดให้หน่วยราชการต้องดำเนินการจัดการความรู้และพัฒนาไปเป็นองค์การเรียนรู้ ก็เป็นการสร้างเงื่อนไขอย่างหนึ่ง

วิบัติที่ 6 ไม่คิดพึ่งตนเองในด้านความรู้
หน่วยราชการต่าง ๆ อยู่ในสภาพ “พึ่งพาความรู้จากภายนอก” คือทำงานตาม “ความรู้” ที่กำหนดไว้ในกฎระเบียบอย่างชัดเจนตายตัว จึงขาดทั้งแนวความคิดและทักษะในการสร้างความรู้ขึ้นใช้เองในงานของตน ข้าราชการที่อยู่ในสภาพนี้นาน ๆ ก็จะ “เป็นง่อยทางปัญญา” คำว่าปัญญาในที่นี้หมายถึงปัญญาปฏิบัติ คือปัญญาที่ได้จากการปฏิบัติงาน และใช้สำหรับปฏิบัติงาน เป็น “ปัญญารวมหมู่” (collective wisdom) คือ มาจากการเรียนรู้ร่วมกันผ่านการปฏิบัติ แต่จะเกิดการเรียนรู้ร่วมกันในหมู่ข้าราชการในหน่วยงานเดียวกัน
วิบัติที่ 7 ไม่ยอมรับความไม่ชัดเจนในการทำงานบางส่วน
การทำงานโดยยึดผู้ให้บริการเป็นตัวตั้งหรือเป็นศูนย์กลาง ผู้รับบริการ (หรือลูกค้า) ต้องอนุโลมตามผู้ให้บริการ
แต่งานบริการสมัยใหม่เน้นผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง “ตามความพึงพอใจของลูกค้าหรือผู้ใช้บริการ” ซึ่งจะไม่อยู่ในสภาพที่ตายตัว ความเข้าใจเรื่องราวตามความพึงพอใจของผู้ใช้บริการก็ไม่ชัดเจนในทุกเรื่อง เมื่อเข้าใจไม่ชัดเจน ความรู้ไม่พอ ก็ต้องสร้างความรู้ขึ้นใช้จะเห็นว่าความไม่ชัดเจนคือบ่อเกิดของความรู้ แต่วัฒนธรรมของราชการเป็นวัฒนธรรมปฏิเสธความไม่ชัดเจน จึงเท่ากับปฏิเสธบ่อเกิดแห่งความรู้ทำให้ไม่มีโจทย์สำหรับแสวงหาและสร้างความรู้เพื่อการทำงาน ขาด “ตัวช่วย” สำหรับการจัดการความรู้ที่ทรงพลัง
วิบัติที่ 8 การดำเนินการจัดการความรู้ไม่ได้แทรกเป็นเนื้อเดียวกับงานประจำ ทำให้รู้สึกว่าเป็นภาระ หรือเป็นงานที่เพิ่มขึ้น
การจัดการความรู้ควรดูแลโดยหน่วยพัฒนาองค์การ (OD – Organization Development) ร่วมกับหน่วยพัฒนาทรัพยากรบุคคล และหน่วยเทคโนโลยีสารสนเทศ ดำเนินการในลักษณะที่การจัดการความรู้ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานรู้สึกว่าตนเองได้รับประโยชน์ เพราะทำให้งานสะดวกขึ้น ผลงานดีขึ้น ลดงานที่ไม่จำเป็นลง เกิดการเรียนรู้มากขึ้น เกิดความภาคภูมิใจในผลงาน เกิดความรู้สึกว่าตนได้รับการยอมรับนับถือจากเพื่อนร่วมงานเพิ่มขึ้น และในขณะเดียวกัน หน่วยงานหรือองค์การเคลื่อนสู่ความเป็น “องค์การเรียนรู้” และมี “ขุมความรู้” เพื่อการปฏิบัติงานแต่ละชิ้น แต่ละประเภท เก็บไว้ในองค์การ ในลักษณะของความรู้เพื่อการปฏิบัติ ที่ค้นหาได้ทันท่วงที และมีความใหม่ สด อยู่เสมอ
วิบัติที่ 9 การดำเนินการจัดการความรู้ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่เป้าหมายหลักขององค์การ
นี่คือ “จุดตาย” ที่พบบ่อย มีลักษณะของการจัดการความรู้ที่ดำเนินการถูกขั้นตอนทุกอย่าง มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างเข้มข้น เกิดการยกระดับความรู้ แต่เมื่อประเมินผลกระทบต่อกิจการขององค์การแล้ว พบว่ามีผลน้อยมาก เมื่อตรวจสอบก็พบว่าผู้ดูแลระบบจัดการความรู้ (CKO – Chief Knowledge Officer) ไม่ได้ดูแลให้เป้าหมายของการจัดการความรู้พุ่งไปในทิศทางเดียวกับวิสัยทัศน์และเป้าหมายขององค์การ
เข้าทำนอง กระบวนการดี “ต่อยดี” แต่ผิดเป้า หรือไม่ถูกที่สำคัญ
วิบัติที่ 10 ไม่มีพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่ทุกคนในหน่วยงานสามารถเข้ามาแลกเปลี่ยน
แบ่งปันความรู้อย่างเป็นธรรมชาติ
กิจกรรมที่สำคัญที่สุดในกระบวนการจัดการความรู้คือ “การแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้”
(knowledge sharing) ซึ่งต้องการ “พื้นที่” ให้คนมาพบปะกัน ทั้งที่เป็น “พื้นที่จริง” และ “พื้นที่ เสมือน” และเป็นพื้นที่ที่อยู่ในลักษณะ “พื้นที่ประเทืองปัญญา” คือไม่ใช่เป็นพื้นที่ที่ “ไร้ชีวิต” ขาดการดูแล แต่เป็นพื้นที่ที่มี “การจัดการ” ให้เกิดความสนุกสนานในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เกิดความรู้สึกใน “น้ำใจไมตรี” ระหว่างผู้เข้ามา “สนุก” ในพื้นที่ เกิดความรู้สึกภาคภูมิใจที่ตนได้มี “สิ่งละอัน พันละนิด” มาแลกเปลี่ยนแบ่งปันกับเพื่อนร่วมงาน และร่วมกันสร้างความมีชีวิตชีวาในการทำงานหากขาด “พื้นที่ที่มีชีวิต” การจัดการความรู้ในองค์การจะจืดชืด ไม่สามารถเกิดผลอันทรงพลังได้
ที่จริงการปฏิบัติที่เป็นอุปสรรคต่อการจัดการความรู้ยังมีอีกมาก เช่น ความพิการของการสื่อสารภายในองค์การ การไม่มีระบบข้อมูลและการประเมินผลงาน การเน้นกำหนดแผนงานและวิธีปฏิบัติลงไปในรายละเอียด เป็นต้น แต่ในที่นี้จะขอระบุเน้นเพียง 10 ข้อปฏิบัติที่น่าจะเป็นปัจจัยถ่วงหรือหน่วงเหนี่ยวการจัดการความรู้ในภาคราชการมากที่สุดหน่วยราชการที่ต้องการบรรลุผลสำเร็จในการจัดการความรู้สู่การเป็นองค์การเรียนรู้ พึงตรวจสอบ “ปัจจัยสู่วิบัติ” เหล่านี้ และขจัดปัดเป่าออกไปเสีย
นายเจริญ บุตะเขียว

Boonsong Roengchaiyaphoom said...

329การจัดการความรู้ในมุมมองของไอที
สมชาย นำประเสริฐ พสิษฐ์ กาญจนสัณห์เพชร
การจัดการความรู้(Knowledge Managementหรือ KM) ในความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และวิเคราะห์ถึงข้อดีข้อด้อย เพื่อช่วยกำหนดแนวทางที่จะนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้าไปสนับสนุน การบริหารความรู้ขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิผล ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมีพัฒนาการที่สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจ การศึกษา องค์กรการวิจัย
ปัจจุบันมีโปรแกรมหลายประเภทถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยบริหารความรู้ขององค์กร และตอบสนองความต้องการขององค์กรอย่างมาก
การจัดการความรู้นั้นแบ่งประเภทของความรู้ออก เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ
1.Explicit knowledge เป็นกลุ่มที่มีโครงสร้างชัดเจนสามารถบันทึกจัดเก็บในรูปของ ข้อความ ,คำพูด ,เอกสาร ได้ เช่น คู่มือปฏิบัติงาน ,กระบวนการทำงานต่าง ๆ เป็นต้น
2.Tacit knowledge เป็นกลุ่ม ความรู้ที่ไม่มีโครงสร้างที่ชัดเจนบางส่วนอาจจะอยู่ในรูปของภาพ ,เสียง ,วีดีโอ เป็นต้น
ความรู้ทั้ง 2 ชนิดจะสามารถถูกประมวลผล จัดเก็บ ทำดัชนีสำหรับสืบค้นเพื่อรองรับการนำไปใช้งานเมื่อต้องการ หน้าที่ทีสำคัญอีกอย่างหนึ่งของเทคโนโลยีสารสนเทศในระบบการจัดการความรู้คือเป็นตัวกลางที่ทำให้เกิดการเชื่อมโยงและทำงานร่วมกัน (Communication & Collaboration) ของผู้ที่ต้องการความรู้กับองค์ความรู้ นอกจากนี้ยังเห็นได้ว่าเทคโนโลยีสารสนเทศ ยังเข้ามาทำหน้าที่หลัก ๆ ในการช่วยบริหารองค์ความรู้ คือการรวบรวม การจัดเก็บ และการนำความรู้ไปใช้งาน กระบวนการเหล่านี้จะเป็นการจัดการกับองค์ความรู้เก่า หรือ ความรู้ ที่อยู่ในพนักงานบางคน (Personal knowledge) บางกลุ่มในองค์กร ให้สามารถนำมาใช้ใหม่ได้อย่างทั่วถึงทั้งองค์กร (Organizational knowledge)
ปัจจัยเสริมเพื่อให้การทำ KM ให้สำเร็จ
1. การจัดการความรู้ในแบบที่เป็นการมองจากระดับปฏิบัติ เพื่อสามารถรองรับเป้าหมายและแผนงานธุรกิจขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. ความรู้ที่ถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศสามารถรองรับความรู้ที่เป็น
Explicit knowledge คือ Tacit และ Explicit
3. ให้ทุกคนในองค์กรยอมแลกเปลี่ยนความรู้ ซึ่งกันและกัน ลดการแบ่งแยก
แนวคิดสำหรับการจัดการความรู้ในองค์กร
ในการจัดการ องค์ความรู้ในหลายด้าน องค์กรต้องมีการกำหนดวัตถุประสงค์ของการนำระบบการจัดการความรู้มาใช้และต้องสอดคล้องกับเป้าหมายรวมขององค์กร ระบบการจัดการความรู้สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ และจัดการ กับความรู้เดิม เพื่อสนับสนุนกลยุทธ์ขององค์กร และบรรลุเป้าหมายที่วางไว้

ความรู้แบบ Tacit เป็นทักษะและความสามารถพิเศษที่เกิดจากประสบการณ์และการฝึกฝนของ
คนมีความสำคัญต่อองค์กรมากกว่าความรู้แบบ Explicit แต่บริหารและจัดการได้ยาก แม้แต่ระบบ
เทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยก็ไม่สามารถรองรับการจัดการความรู้ประเภทนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องอาศัยการจัดการปัจจัยอื่นภายในองค์กร เช่น การบริหารงานบุคคล, การให้แรงจูงใจ, การจัดโครงสร้างและกระบวนการทำงานภายในองค์กร เป็นต้น เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดความรู้ การแลกเปลี่ยนความรู้ และนำสิ่งเหล่านี้ไปใช้งานและร่วมกันสร้างความรู้ใหม่ ๆ ให้แก่องค์กรบทความนี้แสดงให้เห็นว่าหลักการบริหารองค์ความรู้ในองค์กรแม้จะมีการเชื่อมโยงกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ถูกพัฒนามาเพื่อรองรับ แต่การจัดการความรู้ไม่ใช่การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ ความสำเร็จในระบบการจัดการความรู้ขึ้นกับปัจจัยหลายประการไม่ใช่ขึ้นกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างเดียวเท่านั้น

………………………………………………………………..

ทศวิบัติของการจัดการความรู้ในหน่วยราชการ
วิจารณ์ พานิช


“ทศวิบัติของการจัดการความรู้(Knowledge Managementหรือ KM) ในหน่วยราชการ” คือหลักการปฏิบัติ 10 ประการที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อผลสำเร็จในการดำเนินการจัดการความรู้
วิบัติที่ 1 ภาวะผู้นำที่พิการหรือบิดเบี้ยว
การปฏิบัติของผู้นำที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการจัดการความรู้ ที่สำคัญ ๆ ได้แก่
o ไม่รู้จักและไม่สนใจการจัดการความรู้
o ไม่สนับสนุนหรือสนับสนุนแบบไม่จริงใจ
o ถือประโยชน์ส่วนตนสำคัญกว่าประโยชน์ส่วนองค์การ
o มีการแย่งชิงอำนาจในหมู่ผู้บริหารระดับสูง หรือไม่สามัคคีกัน
o การรวมศูนย์ ของภาวะผู้นำ คือคิด และปฏิบัติ ที่ต้องยึดถือแนวทางทำงานแบบ “เอื้ออำนาจ” (empowerment) ไม่ใช่แบบ “หวงอำนาจ” หรือ “รวบอำนาจ
วิบัติที่ 2 วัฒนธรรมอำนาจ
องค์การที่อยู่ใต้วัฒนธรรมอำนาจ (top – down, command and control) มีลักษณะ
o บุคลากรแสดงความเคารพยำเกรง จงรักภักดีต่อ “นาย” ที่เอื้อประโยชน์แก่ตนได้ และทำงานเพื่อสนอง “นโยบาย” ของ “นาย” เป็นหลัก โดยไม่คำนึงถึงเป้าหมายหลักขององค์การ
o องค์การมีลักษณะเป็น “แท่งอำนาจ” หลาย ๆ แท่งอยู่ด้วยกันในลักษณะแท่งใครแท่งมัน
o การติดต่อสื่อสารมีลักษณะสื่อสารแนวดิ่งภายในแท่งของตน ไม่มีการติดต่อสื่อสารระหว่างแท่ง หรือถ้าจะมีก็ต้องเป็นทางการ โดยผู้มีอำนาจสูงสุดของแท่ง “อนุมัติ” ให้ดำเนินการได้
o การริเริ่มสร้างสรรค์ใหม่ ๆ จะดำเนินได้เฉพาะโดย “นโยบาย” หรือโดยการอนุมัติของผู้มีอำนาจสูงสุดภายในแท่งเท่านั้น
o การปฏิบัติงานต้องเป็นไปตามกฎระเบียบโดยเคร่งครัด
o ความสัมพันธ์เป็นลักษณะ “ผู้บังคับบัญชา” กับ “ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา”
วิบัติที่ 3 ไม่ให้คุณค่าต่อความแตกต่างหลากหลาย
ในองค์การแบบนี้สิ่งที่เน้นคือ “เอกภาพ” ภายใต้หลักการว่าทุกคนในหน่วยงานจะต้องมีวิธีคิดแบบเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีความคิดเชิง “เห็นพ้อง” กับ “ผู้บังคับบัญชา” ในทุกเรื่อง
การจัดการความรู้จะได้ผลสูงส่ง ต่อเมื่อมีผู้ร่วมงานที่แตกต่างหลากหลายในด้านต่าง ๆ มาร่วมปฏิบัติ และร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน โดยมีการพัฒนาทักษะในการใช้พลังของความแตกต่างหลากหลายให้เกิดผลเชิงบวก เชิงสร้างสรรค์
วิบัติที่ 4 ไม่เปิดโอกาสให้ทดลองวิธีทำงานใหม่ ๆ
องค์การแบบนี้เน้นการทำงานตาม “แบบฉบับ” ตามกฎระเบียบหรือตามประเพณีที่ปฏิบัติต่อ ๆ กันมา
ผู้บริหารระดับสูงจะต้องหาวิธีส่งเสริมให้มีการทดลองวิธีทำงานใหม่ ๆ ได้ในทุกระดับ โดยไม่ผิดกฎเกณฑ์กติกา และนำผลการทดลองมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน
วิบัติที่ 5 ไม่รับรู้ความเปลี่ยนแปลงภายนอก
องค์การไม่ตระหนักว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นมีผลกระทบต่อตนหรือหน่วยงานของตน ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม หน่วยราชการอยู่ในสภาพ “ไม่มีวันเจ๊ง” จึงไม่คุ้นเคยกับการขวนขวายปรับตัว ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด แต่ในเวลานี้รัฐบาลได้ใส่เงื่อนไขต่าง ๆ เข้าไปกระตุ้นให้หน่วยราชการและข้าราชการต้องตื่นตัว ทำงานในลักษณะที่จะต้อง “รับมือ” ต่อการเปลี่ยนแปลงหรือแรงบีบคั้นจากภายนอก การกำหนดให้หน่วยราชการต้องดำเนินการจัดการความรู้และพัฒนาไปเป็นองค์การเรียนรู้ ก็เป็นการสร้างเงื่อนไขอย่างหนึ่ง

วิบัติที่ 6 ไม่คิดพึ่งตนเองในด้านความรู้
หน่วยราชการต่าง ๆ อยู่ในสภาพ “พึ่งพาความรู้จากภายนอก” คือทำงานตาม “ความรู้” ที่กำหนดไว้ในกฎระเบียบอย่างชัดเจนตายตัว จึงขาดทั้งแนวความคิดและทักษะในการสร้างความรู้ขึ้นใช้เองในงานของตน ข้าราชการที่อยู่ในสภาพนี้นาน ๆ ก็จะ “เป็นง่อยทางปัญญา” คำว่าปัญญาในที่นี้หมายถึงปัญญาปฏิบัติ คือปัญญาที่ได้จากการปฏิบัติงาน และใช้สำหรับปฏิบัติงาน เป็น “ปัญญารวมหมู่” (collective wisdom) คือ มาจากการเรียนรู้ร่วมกันผ่านการปฏิบัติ แต่จะเกิดการเรียนรู้ร่วมกันในหมู่ข้าราชการในหน่วยงานเดียวกัน
วิบัติที่ 7 ไม่ยอมรับความไม่ชัดเจนในการทำงานบางส่วน
การทำงานโดยยึดผู้ให้บริการเป็นตัวตั้งหรือเป็นศูนย์กลาง ผู้รับบริการ (หรือลูกค้า) ต้องอนุโลมตามผู้ให้บริการ
แต่งานบริการสมัยใหม่เน้นผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง “ตามความพึงพอใจของลูกค้าหรือผู้ใช้บริการ” ซึ่งจะไม่อยู่ในสภาพที่ตายตัว ความเข้าใจเรื่องราวตามความพึงพอใจของผู้ใช้บริการก็ไม่ชัดเจนในทุกเรื่อง เมื่อเข้าใจไม่ชัดเจน ความรู้ไม่พอ ก็ต้องสร้างความรู้ขึ้นใช้จะเห็นว่าความไม่ชัดเจนคือบ่อเกิดของความรู้ แต่วัฒนธรรมของราชการเป็นวัฒนธรรมปฏิเสธความไม่ชัดเจน จึงเท่ากับปฏิเสธบ่อเกิดแห่งความรู้ทำให้ไม่มีโจทย์สำหรับแสวงหาและสร้างความรู้เพื่อการทำงาน ขาด “ตัวช่วย” สำหรับการจัดการความรู้ที่ทรงพลัง
วิบัติที่ 8 การดำเนินการจัดการความรู้ไม่ได้แทรกเป็นเนื้อเดียวกับงานประจำ ทำให้รู้สึกว่าเป็นภาระ หรือเป็นงานที่เพิ่มขึ้น
การจัดการความรู้ควรดูแลโดยหน่วยพัฒนาองค์การ (OD – Organization Development) ร่วมกับหน่วยพัฒนาทรัพยากรบุคคล และหน่วยเทคโนโลยีสารสนเทศ ดำเนินการในลักษณะที่การจัดการความรู้ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานรู้สึกว่าตนเองได้รับประโยชน์ เพราะทำให้งานสะดวกขึ้น ผลงานดีขึ้น ลดงานที่ไม่จำเป็นลง เกิดการเรียนรู้มากขึ้น เกิดความภาคภูมิใจในผลงาน เกิดความรู้สึกว่าตนได้รับการยอมรับนับถือจากเพื่อนร่วมงานเพิ่มขึ้น และในขณะเดียวกัน หน่วยงานหรือองค์การเคลื่อนสู่ความเป็น “องค์การเรียนรู้” และมี “ขุมความรู้” เพื่อการปฏิบัติงานแต่ละชิ้น แต่ละประเภท เก็บไว้ในองค์การ ในลักษณะของความรู้เพื่อการปฏิบัติ ที่ค้นหาได้ทันท่วงที และมีความใหม่ สด อยู่เสมอ
วิบัติที่ 9 การดำเนินการจัดการความรู้ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่เป้าหมายหลักขององค์การ
นี่คือ “จุดตาย” ที่พบบ่อย มีลักษณะของการจัดการความรู้ที่ดำเนินการถูกขั้นตอนทุกอย่าง มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างเข้มข้น เกิดการยกระดับความรู้ แต่เมื่อประเมินผลกระทบต่อกิจการขององค์การแล้ว พบว่ามีผลน้อยมาก เมื่อตรวจสอบก็พบว่าผู้ดูแลระบบจัดการความรู้ (CKO – Chief Knowledge Officer) ไม่ได้ดูแลให้เป้าหมายของการจัดการความรู้พุ่งไปในทิศทางเดียวกับวิสัยทัศน์และเป้าหมายขององค์การ
เข้าทำนอง กระบวนการดี “ต่อยดี” แต่ผิดเป้า หรือไม่ถูกที่สำคัญ
วิบัติที่ 10 ไม่มีพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่ทุกคนในหน่วยงานสามารถเข้ามาแลกเปลี่ยน
แบ่งปันความรู้อย่างเป็นธรรมชาติ
กิจกรรมที่สำคัญที่สุดในกระบวนการจัดการความรู้คือ “การแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้”
(knowledge sharing) ซึ่งต้องการ “พื้นที่” ให้คนมาพบปะกัน ทั้งที่เป็น “พื้นที่จริง” และ “พื้นที่ เสมือน” และเป็นพื้นที่ที่อยู่ในลักษณะ “พื้นที่ประเทืองปัญญา” คือไม่ใช่เป็นพื้นที่ที่ “ไร้ชีวิต” ขาดการดูแล แต่เป็นพื้นที่ที่มี “การจัดการ” ให้เกิดความสนุกสนานในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เกิดความรู้สึกใน “น้ำใจไมตรี” ระหว่างผู้เข้ามา “สนุก” ในพื้นที่ เกิดความรู้สึกภาคภูมิใจที่ตนได้มี “สิ่งละอัน พันละนิด” มาแลกเปลี่ยนแบ่งปันกับเพื่อนร่วมงาน และร่วมกันสร้างความมีชีวิตชีวาในการทำงานหากขาด “พื้นที่ที่มีชีวิต” การจัดการความรู้ในองค์การจะจืดชืด ไม่สามารถเกิดผลอันทรงพลังได้
ที่จริงการปฏิบัติที่เป็นอุปสรรคต่อการจัดการความรู้ยังมีอีกมาก เช่น ความพิการของการสื่อสารภายในองค์การ การไม่มีระบบข้อมูลและการประเมินผลงาน การเน้นกำหนดแผนงานและวิธีปฏิบัติลงไปในรายละเอียด เป็นต้น แต่ในที่นี้จะขอระบุเน้นเพียง 10 ข้อปฏิบัติที่น่าจะเป็นปัจจัยถ่วงหรือหน่วงเหนี่ยวการจัดการความรู้ในภาคราชการมากที่สุดหน่วยราชการที่ต้องการบรรลุผลสำเร็จในการจัดการความรู้สู่การเป็นองค์การเรียนรู้ พึงตรวจสอบ “ปัจจัยสู่วิบัติ” เหล่านี้ และขจัดปัดเป่าออกไปเสีย
นายบุญส่ง เริงชัยภูมิ

sutipong boonsong said...

สรุปบทความ
ทศวิบัติของการจัดการความรู้ในหน่วยราชการ
วิจารณ์ พานิช

“ทศวิบัติของการจัดการความรู้ (Knowledge Managementหรือ KM) ในหน่วยราชการ” คือหลักการปฏิบัติ 10 ประการที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อผลสำเร็จในการดำเนินการจัดการความรู้
วิบัติที่ 1 ภาวะผู้นำที่พิการหรือบิดเบี้ยว
การปฏิบัติของผู้นำที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการจัดการความรู้ ที่สำคัญ ๆ ได้แก่
o ไม่รู้จักและไม่สนใจการจัดการความรู้
o ไม่สนับสนุนหรือสนับสนุนแบบไม่จริงใจ
o ถือประโยชน์ส่วนตนสำคัญกว่าประโยชน์ส่วนองค์การ
o มีการแย่งชิงอำนาจในหมู่ผู้บริหารระดับสูง หรือไม่สามัคคีกัน
o การรวมศูนย์ ของภาวะผู้นำ คือคิด และปฏิบัติ ที่ต้องยึดถือแนวทางทำงานแบบ “เอื้ออำนาจ” (empowerment) ไม่ใช่แบบ “หวงอำนาจ” หรือ “รวบอำนาจ
วิบัติที่ 2 วัฒนธรรมอำนาจ
องค์การที่อยู่ใต้วัฒนธรรมอำนาจ (top – down, command and control) มีลักษณะ
o บุคลากรแสดงความเคารพยำเกรง จงรักภักดีต่อ “นาย” ที่เอื้อประโยชน์แก่ตนได้ และทำงานเพื่อสนอง “นโยบาย” ของ “นาย” เป็นหลัก โดยไม่คำนึงถึงเป้าหมายหลักขององค์การ
o องค์การมีลักษณะเป็น “แท่งอำนาจ” หลาย ๆ แท่งอยู่ด้วยกันในลักษณะแท่งใครแท่งมัน
o การติดต่อสื่อสารมีลักษณะสื่อสารแนวดิ่งภายในแท่งของตน ไม่มีการติดต่อสื่อสารระหว่างแท่ง หรือถ้าจะมีก็ต้องเป็นทางการ โดยผู้มีอำนาจสูงสุดของแท่ง “อนุมัติ” ให้ดำเนินการได้
o การริเริ่มสร้างสรรค์ใหม่ ๆ จะดำเนินได้เฉพาะโดย “นโยบาย” หรือโดยการอนุมัติของผู้มีอำนาจสูงสุดภายในแท่งเท่านั้น
o การปฏิบัติงานต้องเป็นไปตามกฎระเบียบโดยเคร่งครัด
o ความสัมพันธ์เป็นลักษณะ “ผู้บังคับบัญชา” กับ “ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา”
วิบัติที่ 3 ไม่ให้คุณค่าต่อความแตกต่างหลากหลาย
ในองค์การแบบนี้สิ่งที่เน้นคือ “เอกภาพ” ภายใต้หลักการว่าทุกคนในหน่วยงานจะต้องมีวิธีคิดแบบเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีความคิดเชิง “เห็นพ้อง” กับ “ผู้บังคับบัญชา” ในทุกเรื่อง
การจัดการความรู้จะได้ผลสูงส่ง ต่อเมื่อมีผู้ร่วมงานที่แตกต่างหลากหลายในด้านต่าง ๆ มาร่วมปฏิบัติ และร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน โดยมีการพัฒนาทักษะในการใช้พลังของความแตกต่างหลากหลายให้เกิดผลเชิงบวก เชิงสร้างสรรค์
วิบัติที่ 4 ไม่เปิดโอกาสให้ทดลองวิธีทำงานใหม่ ๆ
องค์การแบบนี้เน้นการทำงานตาม “แบบฉบับ” ตามกฎระเบียบหรือตามประเพณีที่ปฏิบัติต่อ ๆ กันมาผู้บริหารระดับสูงจะต้องหาวิธีส่งเสริมให้มีการทดลองวิธีทำงานใหม่ ๆ ได้ในทุกระดับ
วิบัติที่ 5 ไม่รับรู้ความเปลี่ยนแปลงภายนอก
องค์การไม่ตระหนักว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นมีผลกระทบต่อตนหรือหน่วยงานของตน ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม หน่วยราชการอยู่ในสภาพ “ไม่มีวันเจ๊ง” จึงไม่คุ้นเคยกับการขวนขวายปรับตัว ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด แต่ในเวลานี้รัฐบาลได้ใส่เงื่อนไขต่าง ๆ เข้าไปกระตุ้นให้หน่วยราชการและข้าราชการต้องตื่นตัว ทำงานในลักษณะที่จะต้อง “รับมือ” ต่อการเปลี่ยนแปลงหรือแรงบีบคั้นจากภายนอก การกำหนดให้หน่วยราชการต้องดำเนินการจัดการความรู้และพัฒนาไปเป็นองค์การเรียนรู้ ก็เป็นการสร้างเงื่อนไขอย่างหนึ่ง
วิบัติที่ 6 ไม่คิดพึ่งตนเองในด้านความรู้
หน่วยราชการต่าง ๆ อยู่ในสภาพ “พึ่งพาความรู้จากภายนอก” คือทำงานตาม “ความรู้” ที่กำหนดไว้ในกฎระเบียบอย่างชัดเจนตายตัว จึงขาดทั้งแนวความคิดและทักษะในการสร้างความรู้ขึ้นใช้เองในงานของตน ข้าราชการที่อยู่ในสภาพนี้นาน ๆ ก็จะ “เป็นง่อยทางปัญญา” คำว่าปัญญาในที่นี้หมายถึงปัญญาปฏิบัติ คือปัญญาที่ได้จากการปฏิบัติงาน และใช้สำหรับปฏิบัติงาน เป็น “ปัญญารวมหมู่” (collective wisdom) คือ มาจากการเรียนรู้ร่วมกันผ่านการปฏิบัติ แต่จะเกิดการเรียนรู้ร่วมกันในหมู่ข้าราชการในหน่วยงานเดียวกัน
วิบัติที่ 7 ไม่ยอมรับความไม่ชัดเจนในการทำงานบางส่วน
งานบริการสมัยใหม่เน้นผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง “ตามความพึงพอใจของลูกค้าหรือผู้ใช้บริการ” ซึ่งจะไม่อยู่ในสภาพที่ตายตัว ความเข้าใจเรื่องราวตามความพึงพอใจของผู้ใช้บริการก็ไม่ชัดเจนในทุกเรื่อง เมื่อเข้าใจไม่ชัดเจน ความรู้ไม่พอ ก็ต้องสร้างความรู้ขึ้นใช้จะเห็นว่าความไม่ชัดเจนคือบ่อเกิดของความรู้ แต่วัฒนธรรมของราชการเป็นวัฒนธรรมปฏิเสธความไม่ชัดเจน จึงเท่ากับปฏิเสธบ่อเกิดแห่งความรู้ทำให้ไม่มีโจทย์สำหรับแสวงหาและสร้างความรู้เพื่อการทำงาน ขาด “ตัวช่วย” สำหรับการจัดการความรู้ที่ทรงพลัง
วิบัติที่ 8 การดำเนินการจัดการความรู้ไม่ได้แทรกเป็นเนื้อเดียวกับงานประจำ ทำให้รู้สึกว่าเป็นภาระ หรือเป็นงานที่เพิ่มขึ้น
การจัดการความรู้ควรดูแลโดยหน่วยพัฒนาองค์การ (OD – Organization Development) ร่วมกับหน่วยพัฒนาทรัพยากรบุคคล และหน่วยเทคโนโลยีสารสนเทศ ดำเนินการในลักษณะที่การจัดการความรู้ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานรู้สึกว่าตนเองได้รับประโยชน์ เพราะทำให้งานสะดวกขึ้น ผลงานดีขึ้น และในขณะเดียวกัน หน่วยงานหรือองค์การเคลื่อนสู่ความเป็น “องค์การเรียนรู้” และมี “ขุมความรู้” เพื่อการปฏิบัติงานแต่ละชิ้น แต่ละประเภท เก็บไว้ในองค์การ ในลักษณะของความรู้เพื่อการปฏิบัติ ที่ค้นหาได้ทันท่วงที และมีความใหม่ สด อยู่เสมอ
วิบัติที่ 9 การดำเนินการจัดการความรู้ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่เป้าหมายหลักขององค์การ
มีลักษณะของการจัดการความรู้ที่ดำเนินการถูกขั้นตอนทุกอย่าง มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างเข้มข้น เกิดการยกระดับความรู้ แต่เมื่อประเมินผลกระทบต่อกิจการขององค์การแล้ว พบว่ามีผลน้อยมาก เมื่อตรวจสอบก็พบว่าผู้ดูแลระบบจัดการความรู้ (CKO – Chief Knowledge Officer) ไม่ได้ดูแลให้เป้าหมายของการจัดการความรู้พุ่งไปในทิศทางเดียวกับวิสัยทัศน์และเป้าหมายขององค์การ
วิบัติที่ 10 ไม่มีพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่ทุกคนในหน่วยงานสามารถเข้ามาแลกเปลี่ยน
แบ่งปันความรู้อย่างเป็นธรรมชาติ
กิจกรรมที่สำคัญที่สุดในกระบวนการจัดการความรู้คือ “การแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้”
(knowledge sharing) ซึ่งต้องการ “พื้นที่” ให้คนมาพบปะกัน ทั้งที่เป็น “พื้นที่จริง” และ “พื้นที่ เสมือน” และเป็นพื้นที่ที่อยู่ในลักษณะ “พื้นที่ประเทืองปัญญา” คือไม่ใช่เป็นพื้นที่ที่ “ไร้ชีวิต” ขาดการดูแล แต่เป็นพื้นที่ที่มี “การจัดการ” ให้เกิดความสนุกสนานในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เกิดความรู้สึกใน “น้ำใจไมตรี” ระหว่างผู้เข้ามา “สนุก” ในพื้นที่ เกิดความรู้สึกภาคภูมิใจที่ตนได้มี “สิ่งละอัน พันละนิด” มาแลกเปลี่ยนแบ่งปันกับเพื่อนร่วมงาน และร่วมกันสร้างความมีชีวิตชีวาในการทำงานหากขาด “พื้นที่ที่มีชีวิต” การจัดการความรู้ในองค์การจะจืดชืด ไม่สามารถเกิดผลอันทรงพลังได้
นายสุทธิพงศ์ บุญสงค์
การจัดการความรู้ในมุมมองของไอที
สมชาย นำประเสริฐ พสิษฐ์ กาญจนสัณห์เพชร
สังคมไทยก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความรู้ เพราะความรู้มีความสำคัญมาก เป็นเครื่องมือที่ทำให้ได้เปรียบในการแข่งขัน การได้มาซึ่งอำนาจและทรัพย์สิน การจัดการความรู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อกำหนดแนวทางที่จะนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้าไปสนับสนุนการบริหารความรู้ขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ยุคสารสนเทศสู่ยุคของความรู้
ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีการพัฒนาระบบ ERP (Enterprise Resource Planning ) เพื่อควบคุมการบริหารงานทั่วทั้งองค์กร ช่วยให้การดำเนินการภายในองค์กรมีความเชื่อมโยงกัน และเชื่อมโยงกับองค์กรภายนอกได้มากขึ้น
ระบบการจัดความรู้ ( Knowledge Management ) กล่าวถึงมากในระบบการศึกษา องค์กรวิจัยและทางธุรกิจ ซึ่งในปัจจุบันมีการพัฒนาโปรแกรมเพื่อช่วยบริหารความรู้ขององค์กร มีลักษณะการทำงานที่สอดคล้องและตอบสนองความต้องการขององค์กร
คนทาง IT มอง KM อย่างไร
การจัดความรู้แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ
1.Explicit Knowledge ความรู้ที่อยู่ในรูปข้อความ คำพูด เอกสารและกระบวนการ
2.Tacit Knowledge ความรู้ที่อยู่ในรูปของภาพ เสียง วีดีโอ
เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารองค์ความรู้ คือ รวบรวมข้อมูลจากระบบอื่น ๆ เพื่อ
ประมวลผลแบ่งกลุ่มและจัดทำดัชนีให้ง่ายต่อการจัดเก็บและสืบค้น เมื่อต้องการใช้ความรู้เหล่านั้น เทคโนโลยีสารสนเทศทำหน้าที่หลักในการบริหารองค์ความรู้ คือ การรวบรวม การจัดเก็บ และการนำความรู้ไปใช้งาน
ปัจจัยเสริมเพื่อให้การทำ KM ให้สำเร็จ
ความสำคัญการบริหารความรู้ภายในองค์กร เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งการบริหารข้อมูลและความรู้ที่เหมาะสมจะช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมายได้ ความรู้จะมีคุณค่าและสร้างประโยชน์กับองค์กรเมื่อนำไปใช้ในการสร้างหรือพัฒนาผลผลิต กระบวนการ การบริหารองค์ความรู้ต้องจัดการที่กระบวนการจัดการความรู้ เช่น กระบวนการจัดเก็บ ค้นหา ดูแล เทคโนโลยีสารสนเทศมีบทบาทมากในการจัดการกระบวนการให้มีประสิทธิภาพดีกว่าใช้คนจัดการ
การจัดการความรู้มีข้อจำกัด ดังต่อไปนี้
1.การจัดการความรู้ระดับปฏิบัติการ ระบบอาจไม่ตอบสนองต่อเป้าหมาย
2.การจัดการความรู้ 2 กลุ่ม คือ Explicit Knowledge ความรู้ในลักษณะของภาษาและสัญลักษณ์ต่าง ๆ และ Tacit Knowledge ความรู้ในลักษณะประสบการณ์และเป็นลักษณะเฉพาะตัว เทคโนโลยีสารสนเทศ สามารถมาบริหารและจัดการความรู้แบบ Explicit แต่ไม่สารถเข้ามาจัดการความรู้แบบ Tacit ได้
3. องค์กรต้องมีการจัดการเพื่อสนับสนุนให้ทุกคนในองค์กรแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกัน
และกัน การปรับปรุงโครงสร้างขององค์กรเพื่อการติดต่อสื่อสารเป็นไปอย่างราบรื่น ลดการแบ่งแยก ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการและเปลี่ยนข้อมูลและความรู้
แนวคิดสำหรับการจัดการความรู้ในองค์กร
ระบบการจัดความรู้ในองค์กร เป็นการวางระบบการจัดองค์ความรู้ซึ่งต้องการปัจจัยหลายด้าน องค์กรต้องมีการกำหนดวัตถุประสงค์ของการนำระบบการจัดความรู้มาใช้และต้องสอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กร ซึ่งจัดการได้โดยการควบคุมจัดการกระบวนการต่าง ๆ เช่น กระบวนการแลกเปลี่ยน การจัดเก็บ การสร้างความรู้ใหม่ การสืบค้น การนำไปใช้ เป็นต้น รวมทั้งสร้างสภาพแวดล้อมภายในองค์กร ที่ทำให้กระบวนการเหล่านี้สามารถทำงานได้ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือสนับสนุนกระบวนการการจัดการความรู้เหล่านี้
นายสุทธิพงศ์ บุญสงค์

kesanee said...

ทศวิบัติของการจัดการความรู้ในหน่วยราชการ
บทความเรื่อง “ทศปฏิบัติสู่ความเป็นองค์การเรียนรู้ของหน่วยราชการ” ได้เสนอวิบัติ 10 ประการ และข้อแก้ไข สำหรับพัฒนาหน่วยราชการไปสู่ความเป็นองค์การเรียนรู้
วิบัติที่ 1 ภาวะผู้นำที่พิการหรือบิดเบี้ยว
มีการปฏิบัติของผู้นำระดับสูงขององค์กรเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการจัดการความรู้ คือไม่รู้จักและไม่สนใจการจัดการความรู้ ไม่สนับสนุน ถือประโยชน์ส่วนตน มีการแย่งชิงอำนาจในหมู่ผู้บริหารระดับสูง หรือไม่สามัคคีกัน ผู้นำ ควร ผู้ที่ค้นหาและทดลองวิธีการใหม่ ๆ ในการปฏิบัติงานตามหน้าที่ที่ตนรับผิดชอบ จะเกิด “ผู้นำ” ในบุคลากรทุกระดับภายในองค์การได้ ผู้นำระดับสูงจะต้องยึดถือแนวทางทำงานแบบ “เอื้ออำนาจ” ไม่ใช่แบบ “หวงอำนาจ”
วิบัติที่ 2 วัฒนธรรมอำนาจ
ภายใต้วัฒนธรรมอำนาจ อาจทำให้การปฏิบัติงานผิดกฎระเบียบ อันตรายสำคัญที่สุดก็คือ คนที่ทำงานภายใต้วัฒนธรรมอำนาจเป็นเวลานานจนเคยชิน ศักยภาพในการเรียนรู้และสร้างสรรค์จะหดหายไปองค์การควรมีการยกย่องและให้รางวัลหน่วยงานย่อยที่มีพฤติกรรมหรือกิจกรรมให้ปันความรู้แก่หน่วยงานอื่นภายในองค์การ
วิบัติที่ 3 ไม่ให้คุณค่าต่อความแตกต่างหลากหลาย
การจัดการความรู้จะได้ผลสูงส่ง ต่อเมื่อมีผู้ร่วมงานที่แตกต่างหลากหลายในด้านต่าง ๆ มาร่วมปฏิบัติ และร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน โดยมีการพัฒนาทักษะในการใช้พลังของความแตกต่างหลากหลาย
วิบัติที่ 4 ไม่เปิดโอกาสให้ทดลองวิธีทำงานใหม่ ๆ
การริเริ่มสิ่งใหม่ ๆ และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จะถูกปิดกั้น การดำเนินการจัดการความรู้จะไม่ได้ผล
การจัดการความรู้จะดำเนินไปอย่างทรงพลังได้ บุคลากรภายในองค์การจะต้องกำหนดวิสัยทัศน์ร่วมกันว่าจะร่วมกันหาวิธีทำงานใหม่ ๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายในการพัฒนาองค์การ และผู้บริหารระดับสูงจะต้องหาวิธีส่งเสริมให้มีการทดลองวิธีทำงานใหม่ ๆ ได้ในทุกระดับ โดยไม่ผิดกฎเกณฑ์
วิบัติที่ 5 ไม่รับรู้ความเปลี่ยนแปลงภายนอก
ทำงาน ต่อการเปลี่ยนแปลงหรือแรงบีบคั้นจากภายนอก การกำหนดให้หน่วยราชการต้องจัดการความรู้และพัฒนาไปเป็นองค์การเรียนรู้ หน่วยราชการที่ผู้บริหารระดับสูง และข้าราชการในองค์การยังคงตั้งอยู่ในความประมาทดังกล่าว
วิบัติที่ 6 ไม่คิดพึ่งตนเองในด้านความรู้
ข้าราชการที่อยู่ในสภาพนี้นาน ๆ ก็จะ เป็นง่อยทางปัญญา การเรียนรู้ร่วมกันผ่านการปฏิบัติ จะเกิดการเรียนรู้ร่วมกันในหมู่ข้าราชการในหน่วยงานเดียวกัน จะต้องมีความคิดร่วมกันในการพึ่งตนเองด้านความรู้อย่างน้อยก็ในระดับหนึ่ง
วิบัติที่ 7 ไม่ยอมรับความไม่ชัดเจนในการทำงานบางส่วน
ผู้ให้บริการจะต้องบริการ “ตามความพึงพอใจของลูกค้าหรือผู้ใช้บริการ” ซึ่งจะไม่อยู่ในสภาพที่ตายตัว ความเข้าใจเรื่องราวตามความพึงพอใจของผู้ใช้บริการก็ไม่ชัดเจนในทุกเรื่อง เมื่อเข้าใจไม่ชัดเจน ความรู้ไม่พอ ก็ต้องสร้างความรู้ขึ้นใช้ จะเห็นว่าความไม่ชัดเจนคือบ่อเกิดของความรู้
วิบัติที่ 8 การดำเนินการจัดการความรู้ไม่ได้แทรกเป็นเนื้อเดียวกับงานประจำ ทำให้รู้สึกว่าเป็นภาระ หรือเป็นงานที่เพิ่มขึ้น
การจัดการความรู้ควรดูแลโดยหน่วยพัฒนาองค์การ ร่วมกับหน่วยพัฒนาทรัพยากรบุคคล และหน่วยเทคโนโลยีสารสนเทศ ดำเนินการในลักษณะที่การจัดการความรู้ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานรู้สึกว่าตนเองได้รับประโยชน์ เพราะทำให้งานสะดวกขึ้น ผลงานดีขึ้น ไม่ใช่การโยนงานให้เฉพาะส่วนงาน
วิบัติที่ 9 การดำเนินการจัดการความรู้ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่เป้าหมายหลักขององค์การ
ผู้ดูแลระบบจัดการความรู้ ควรดูแลให้เป้าหมายของการจัดการความรู้พุ่งไปในทิศทางเดียวกับวิสัยทัศน์และเป้าหมายขององค์การ
วิบัติที่ 10 ไม่มีพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่ทุกคนในหน่วยงานสามารถเข้ามาแลกเปลี่ยน
แบ่งปันความรู้อย่างเป็นธรรมชาติ
กิจกรรมที่สำคัญที่สุดในกระบวนการจัดการความรู้คือ “การแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้”
(knowledge sharing) ซึ่งต้องการพื้นที่ ให้คนมาพบปะกัน ทั้งที่เป็น พื้นที่จริง และ พื้นที่ เสมือน และเป็นพื้นที่ที่อยู่ในลักษณะ พื้นที่ประเทืองปัญญา ให้เกิดความสนุกสนานในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เกิดความรู้สึกใน น้ำใจ
หน่วยงานต้องมีการตรวจสอบ วิบัติ 10 ประการ และต้องปรับเปลี่ยนระบบการทำงานเพื่อพัฒนาให้องค์กรเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้
การจัดการความรู้ในมุมมองของไอที
สมชาย นำประเสริฐ พสิษฐ์ กาญจนสัณห์เพชร
สังคมไทยก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความรู้ เพราะความรู้มีความสำคัญมาก เป็นเครื่องมือที่ทำให้ได้เปรียบในการแข่งขัน การได้มาซึ่งอำนาจและทรัพย์สิน การจัดการความรู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อกำหนดแนวทางที่จะนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้าไปสนับสนุนการบริหารความรู้ขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ยุคสารสนเทศสู่ยุคของความรู้
ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีการพัฒนาระบบ ERP (Enterprise Resource Planning ) เพื่อควบคุมการบริหารงานทั่วทั้งองค์กร ช่วยให้การดำเนินการภายในองค์กรมีความเชื่อมโยงกัน และเชื่อมโยงกับองค์กรภายนอกได้มากขึ้น
ระบบการจัดความรู้ ( Knowledge Management ) กล่าวถึงมากในระบบการศึกษา องค์กรวิจัยและทางธุรกิจ ซึ่งในปัจจุบันมีการพัฒนาโปรแกรมเพื่อช่วยบริหารความรู้ขององค์กร มีลักษณะการทำงานที่สอดคล้องและตอบสนองความต้องการขององค์กร
คนทาง IT มอง KM อย่างไร
การจัดความรู้แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ
1.Explicit Knowledge ความรู้ที่อยู่ในรูปข้อความ คำพูด เอกสารและกระบวนการ
2.Tacit Knowledge ความรู้ที่อยู่ในรูปของภาพ เสียง วีดีโอ
เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารองค์ความรู้ คือ รวบรวมข้อมูลจากระบบอื่น ๆ เพื่อ
ประมวลผลแบ่งกลุ่มและจัดทำดัชนีให้ง่ายต่อการจัดเก็บและสืบค้น เมื่อต้องการใช้ความรู้เหล่านั้น เทคโนโลยีสารสนเทศทำหน้าที่หลักในการบริหารองค์ความรู้ คือ การรวบรวม การจัดเก็บ และการนำความรู้ไปใช้งาน
ปัจจัยเสริมเพื่อให้การทำ KM ให้สำเร็จ
ความสำคัญการบริหารความรู้ภายในองค์กร เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งการบริหารข้อมูลและความรู้ที่เหมาะสมจะช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมายได้ ความรู้จะมีคุณค่าและสร้างประโยชน์กับองค์กรเมื่อนำไปใช้ในการสร้างหรือพัฒนาผลผลิต กระบวนการ การบริหารองค์ความรู้ต้องจัดการที่กระบวนการจัดการความรู้ เช่น กระบวนการจัดเก็บ ค้นหา ดูแล เทคโนโลยีสารสนเทศมีบทบาทมากในการจัดการกระบวนการให้มีประสิทธิภาพดีกว่าใช้คนจัดการ
การจัดการความรู้มีข้อจำกัด ดังต่อไปนี้
1.การจัดการความรู้ระดับปฏิบัติการ ระบบอาจไม่ตอบสนองต่อเป้าหมาย
2.การจัดการความรู้ 2 กลุ่ม คือ Explicit Knowledge ความรู้ในลักษณะของภาษาและสัญลักษณ์ต่าง ๆ และ Tacit Knowledge ความรู้ในลักษณะประสบการณ์และเป็นลักษณะเฉพาะตัว เทคโนโลยีสารสนเทศ สามารถมาบริหารและจัดการความรู้แบบ Explicit แต่ไม่สารถเข้ามาจัดการความรู้แบบ Tacit ได้
3. องค์กรต้องมีการจัดการเพื่อสนับสนุนให้ทุกคนในองค์กรแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกัน
และกัน การปรับปรุงโครงสร้างขององค์กรเพื่อการติดต่อสื่อสารเป็นไปอย่างราบรื่น ลดการแบ่งแยก ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการและเปลี่ยนข้อมูลและความรู้
แนวคิดสำหรับการจัดการความรู้ในองค์กร
ระบบการจัดความรู้ในองค์กร เป็นการวางระบบการจัดองค์ความรู้ซึ่งต้องการปัจจัยหลายด้าน องค์กรต้องมีการกำหนดวัตถุประสงค์ของการนำระบบการจัดความรู้มาใช้และต้องสอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กร ซึ่งจัดการได้โดยการควบคุมจัดการกระบวนการต่าง ๆ เช่น กระบวนการแลกเปลี่ยน การจัดเก็บ การสร้างความรู้ใหม่ การสืบค้น การนำไปใช้ เป็นต้น รวมทั้งสร้างสภาพแวดล้อมภายในองค์กร ที่ทำให้กระบวนการเหล่านี้สามารถทำงานได้ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือสนับสนุนกระบวนการการจัดการความรู้เหล่านี้
นางเกษณีย์ แสนตรี 50210009

wanchaitepsri said...

การจัดการความรู้ในมุมมองของไอที
การจัดการความรู้ในความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และวิเคราะห์ถึงข้อดีข้อด้อย เพื่อช่วยกำหนดแนวทางที่จะนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้าไปสนับสนุนการระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมีพัฒนาการที่สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจ การศึกษา องค์กรการวิจัย
ปัจจุบันมีโปรแกรมหลายประเภทถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยบริหารความรู้ขององค์กรบริหารความรู้ขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิผลปัจจุบันมีการกล่าถึงระบบการจัดการความรู้ (Knowledge Management
การจัดการความรู้นั้นแบ่งประเภทของความรู้ออก เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ
explicit knowledge ที่มีโครงสร้างชัดเจนสามารถบันทึกจัดเก็บในรูปของ ข้อความ ,คำพูด ,เอกสาร
tacit knowledge คือ ความรู้ที่ไม่มีโครงสร้างที่ชัดเจนบางส่วน ปัจจัยเสริมเพื่อให้การทำ KM ให้สำเร็จ
1) .การจัดการความรู้ในแบบที่เป็นการมองจากระดับปฏิบัติ เพื่อสามารถรองรับเป้าหมายและแผนงานธุรกิจขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2) ความรู้ที่ถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศสามารถรองรับความรู้ที่เป็น
Explicit knowledge คือ Tacit และ Explicit
3) ให้ทุกคนในองค์กรยอมแลกเปลี่ยนความรู้ ซึ่งกันและกัน ลดการแบ่งแยก
แนวคิดสำหรับการจัดการความรู้ในองค์กร
ในการจัดการ องค์ความรู้ในหลายด้านตามที่ได้กล่าวมาข้างต้นองค์กรต้องมีการกำหนดวัตถุประสงค์ของการนำระบบการจัดการความรู้มาใช้และต้องสอดคล้องกับเป้าหมายรวมขององค์กร ระบบการจัดการความรู้สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ และจัดการ กับความรู้เดิม เพื่อสนับสนุนกลยุทธ์ขององค์กร และบรรลุเป้าหมายที่วางไว้
สรุป
ความรู้แบบ Tacit อย่างเช่นทักษะและความสามารถพิเศษที่เกิดจากประสบการณ์และการฝึกฝนของ
บุคลากรนั้นมีความสำคัญต่อองค์กรมากกว่าความรู้แบบ Explicit แต่บริหารและจัดการได้ยาก แม้แต่ระบบ
เทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยก็ไม่สามารถรองรับการจัดการความรู้ประเภทนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องอาศัยการจัดการปัจจัยอื่นภายในองค์กร เช่น การบริหารงานบุคคล, การให้แรงจูงใจ, การจัดโครงสร้างและกระบวนการทำงานภายในองค์กร เป็นต้น เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดความรู้ การแลกเปลี่ยนความรู้ และนำสิ่งเหล่านี้ไปใช้งานและร่วมกันสร้างความรู้ใหม่ ๆ ให้แก่องค์กรบทความนี้แสดงให้เห็นว่าหลักการบริหารองค์ความรู้ในองค์กรแม้จะมีการเชื่อมโยงกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ถูกพัฒนามาเพื่อรองรับ แต่การจัดการความรู้ไม่ใช่การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ ความสำเร็จในระบบการจัดการความรู้ขึ้นกับปัจจัยหลายประการไม่ใช่ขึ้นกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ


ทศวิบัติของการจัดการความรู้ในหน่วยราชการ
วิจารณ์ พานิช

“ทศวิบัติของการจัดการความรู้ (Knowledge Managementหรือ KM) หลักการปฏิบัติ 10 ประการที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อผลสำเร็จในการดำเนินการจัดการความรู้
วิบัติที่ 1 ภาวะผู้นำที่พิการหรือบิดเบี้ยว
การปฏิบัติของผู้นำที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการจัดการความรู้ ที่สำคัญ ๆ ได้แก่
การรวมศูนย์ ของภาวะผู้นำ คือคิด และปฏิบัติ ที่ต้องยึดถือแนวทางทำงานแบบ “เอื้ออำนาจ” (empowerment) ไม่ใช่แบบ “หวงอำนาจ” หรือ “รวบอำนาจ
วิบัติที่ 2 วัฒนธรรมอำนาจ
องค์การที่อยู่ใต้วัฒนธรรมอำนาจ (top – down, command and control) มีลักษณะ
-บุคลากรแสดงความเคารพยำเกรง จงรักภักดีต่อ “นาย” โดยไม่คำนึงถึงเป้าหมายหลักขององค์การ
-องค์การมีลักษณะเป็น “แท่งอำนาจ” หลาย ๆ แท่งอยู่ด้วยกันในลักษณะแท่งใครแท่งมัน
-การปฏิบัติงานต้องเป็นไปตามกฎระเบียบโดยเคร่งครัด
-ความสัมพันธ์เป็นลักษณะ “ผู้บังคับบัญชา” กับ “ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา”
วิบัติที่ 3 ไม่ให้คุณค่าต่อความแตกต่างหลากหลาย
ในองค์การแบบนี้สิ่งที่เน้นคือ “เอกภาพ” ภายใต้หลักการว่าทุกคนในหน่วยงานจะต้องมีวิธีคิดแบบเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีความคิดเชิง “เห็นพ้อง” กับ “ผู้บังคับบัญชา” ในทุกเรื่อง
วิบัติที่ 4 ไม่เปิดโอกาสให้ทดลองวิธีทำงานใหม่ ๆ
องค์การแบบนี้เน้นการทำงานตาม “แบบฉบับ” ตามกฎระเบียบหรือตามประเพณีที่ปฏิบัติต่อ ๆ กันมาผู้บริหารระดับสูงจะต้องหาวิธีส่งเสริมให้มีการทดลองวิธีทำงานใหม่ ๆ ได้ในทุกระดับ
วิบัติที่ 5 ไม่รับรู้ความเปลี่ยนแปลงภายนอก
องค์การไม่ตระหนักว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นมีผลกระทบต่อตนหรือหน่วยงานของตน ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม การเปลี่ยนแปลงหรือแรงบีบคั้นจากภายนอก การกำหนดให้หน่วยราชการต้องดำเนินการจัดการความรู้และพัฒนาไปเป็นองค์การเรียนรู้ ก็เป็นการสร้างเงื่อนไขอย่างหนึ่ง
วิบัติที่ 6 ไม่คิดพึ่งตนเองในด้านความรู้
หน่วยราชการต่าง ๆ อยู่ในสภาพ “พึ่งพาความรู้จากภายนอก” คือทำงานตาม “ความรู้” ที่กำหนดไว้ในกฎระเบียบอย่างชัดเจนตายตัว จึงขาดทั้งแนวความคิดและทักษะในการสร้างความรู้ขึ้นใช้เองในงานของตน ข้าราชการที่อยู่ในสภาพนี้นาน ๆ ก็จะ “เป็นง่อยทางปัญญา”
วิบัติที่ 7 ไม่ยอมรับความไม่ชัดเจนในการทำงานบางส่วน
งานบริการในปัจจุบันเน้นผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง “ตามความพึงพอใจของลูกค้าหรือผู้ใช้บริการ” ซึ่งจะไม่อยู่ในสภาพที่ตายตัว ความเข้าใจเรื่องราวตามความพึงพอใจของผู้ใช้บริการก็ไม่ชัดเจนในทุกเรื่อง เมื่อเข้าใจไม่ชัดเจน ความรู้ไม่พอ ก็ต้องสร้างความรู้ขึ้นใช้จะเห็นว่าความไม่ชัดเจนคือบ่อเกิดของความรู้ แต่วัฒนธรรมของราชการเป็นวัฒนธรรมปฏิเสธความไม่ชัดเจน
วิบัติที่ 8 การดำเนินการจัดการความรู้ไม่ได้แทรกเป็นเนื้อเดียวกับงานประจำ ทำให้รู้สึกว่าเป็นภาระ หรือเป็นงานที่เพิ่มขึ้น
การจัดการความรู้ควรดูแลโดยหน่วยพัฒนาองค์การ (OD – Organization Development) ดำเนินการในลักษณะที่การจัดการความรู้ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานรู้สึกว่าตนเองได้รับประโยชน์ เพราะทำให้งานสะดวกขึ้น ผลงานดีขึ้น และในขณะเดียวกัน หน่วยงานหรือองค์การเคลื่อนสู่ความเป็น “องค์การเรียนรู้” และมี “ขุมความรู้”
วิบัติที่ 9 การดำเนินการจัดการความรู้ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่เป้าหมายหลักขององค์การ
มีลักษณะของการจัดการความรู้ที่ดำเนินการถูกขั้นตอนทุกอย่าง มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างเข้มข้น เกิดการยกระดับความรู้ แต่เมื่อประเมินผลกระทบต่อกิจการขององค์การแล้ว พบว่ามีผลน้อยมาก เมื่อตรวจสอบก็พบว่าผู้ดูแลระบบจัดการความรู้ (CKO – Chief Knowledge Officer) ไม่ได้ดูแลให้เป้าหมายของการจัดการความรู้พุ่งไปในทิศทางเดียวกับวิสัยทัศน์และเป้าหมายขององค์การ
วิบัติที่ 10 ไม่มีพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่ทุกคนในหน่วยงานสามารถเข้ามาแลกเปลี่ยน
แบ่งปันความรู้อย่างเป็นธรรมชาติ
กิจกรรมที่สำคัญที่สุดในกระบวนการจัดการความรู้คือ “การแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้”
ซึ่งต้องการ “พื้นที่” ให้คนมาพบปะกัน ทั้งที่เป็น “พื้นที่จริง” และ “พื้นที่ เสมือน” และเป็นพื้นที่ที่อยู่ในลักษณะ “พื้นที่ประเทืองปัญญา”

นายวันชัย เทพศรี 50210022

yunyong bureemas said...

การจัดการความรู้ในมุมมองของไอที
การจัดการความรู้ในความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และวิเคราะห์ถึงข้อดีข้อด้อย เพื่อช่วยกำหนดแนวทางที่จะนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้าไปสนับสนุนการระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมีพัฒนาการที่สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจ การศึกษา องค์กรการวิจัย
ปัจจุบันมีโปรแกรมหลายประเภทถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยบริหารความรู้ขององค์กรบริหารความรู้ขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิผลปัจจุบันมีการกล่าถึงระบบการจัดการความรู้ (Knowledge Management
การจัดการความรู้นั้นแบ่งประเภทของความรู้ออก เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ
explicit knowledge ที่มีโครงสร้างชัดเจนสามารถบันทึกจัดเก็บในรูปของ ข้อความ ,คำพูด ,เอกสาร
tacit knowledge คือ ความรู้ที่ไม่มีโครงสร้างที่ชัดเจนบางส่วน ปัจจัยเสริมเพื่อให้การทำ KM ให้สำเร็จ
1) .การจัดการความรู้ในแบบที่เป็นการมองจากระดับปฏิบัติ เพื่อสามารถรองรับเป้าหมายและแผนงานธุรกิจขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2) ความรู้ที่ถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศสามารถรองรับความรู้ที่เป็น
Explicit knowledge คือ Tacit และ Explicit
3) ให้ทุกคนในองค์กรยอมแลกเปลี่ยนความรู้ ซึ่งกันและกัน ลดการแบ่งแยก
แนวคิดสำหรับการจัดการความรู้ในองค์กร
ในการจัดการ องค์ความรู้ในหลายด้านตามที่ได้กล่าวมาข้างต้นองค์กรต้องมีการกำหนดวัตถุประสงค์ของการนำระบบการจัดการความรู้มาใช้และต้องสอดคล้องกับเป้าหมายรวมขององค์กร ระบบการจัดการความรู้สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ และจัดการ กับความรู้เดิม เพื่อสนับสนุนกลยุทธ์ขององค์กร และบรรลุเป้าหมายที่วางไว้
สรุป
ความรู้แบบ Tacit อย่างเช่นทักษะและความสามารถพิเศษที่เกิดจากประสบการณ์และการฝึกฝนของ
บุคลากรนั้นมีความสำคัญต่อองค์กรมากกว่าความรู้แบบ Explicit แต่บริหารและจัดการได้ยาก แม้แต่ระบบ
เทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยก็ไม่สามารถรองรับการจัดการความรู้ประเภทนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องอาศัยการจัดการปัจจัยอื่นภายในองค์กร เช่น การบริหารงานบุคคล, การให้แรงจูงใจ, การจัดโครงสร้างและกระบวนการทำงานภายในองค์กร เป็นต้น เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดความรู้ การแลกเปลี่ยนความรู้ และนำสิ่งเหล่านี้ไปใช้งานและร่วมกันสร้างความรู้ใหม่ ๆ ให้แก่องค์กรบทความนี้แสดงให้เห็นว่าหลักการบริหารองค์ความรู้ในองค์กรแม้จะมีการเชื่อมโยงกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ถูกพัฒนามาเพื่อรองรับ แต่การจัดการความรู้ไม่ใช่การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ ความสำเร็จในระบบการจัดการความรู้ขึ้นกับปัจจัยหลายประการไม่ใช่ขึ้นกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ


ทศวิบัติของการจัดการความรู้ในหน่วยราชการ
วิจารณ์ พานิช

“ทศวิบัติของการจัดการความรู้ (Knowledge Managementหรือ KM) หลักการปฏิบัติ 10 ประการที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อผลสำเร็จในการดำเนินการจัดการความรู้
วิบัติที่ 1 ภาวะผู้นำที่พิการหรือบิดเบี้ยว
การปฏิบัติของผู้นำที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการจัดการความรู้ ที่สำคัญ ๆ ได้แก่
การรวมศูนย์ ของภาวะผู้นำ คือคิด และปฏิบัติ ที่ต้องยึดถือแนวทางทำงานแบบ “เอื้ออำนาจ” (empowerment) ไม่ใช่แบบ “หวงอำนาจ” หรือ “รวบอำนาจ
วิบัติที่ 2 วัฒนธรรมอำนาจ
องค์การที่อยู่ใต้วัฒนธรรมอำนาจ (top – down, command and control) มีลักษณะ
-บุคลากรแสดงความเคารพยำเกรง จงรักภักดีต่อ “นาย” โดยไม่คำนึงถึงเป้าหมายหลักขององค์การ
-องค์การมีลักษณะเป็น “แท่งอำนาจ” หลาย ๆ แท่งอยู่ด้วยกันในลักษณะแท่งใครแท่งมัน
-การปฏิบัติงานต้องเป็นไปตามกฎระเบียบโดยเคร่งครัด
-ความสัมพันธ์เป็นลักษณะ “ผู้บังคับบัญชา” กับ “ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา”
วิบัติที่ 3 ไม่ให้คุณค่าต่อความแตกต่างหลากหลาย
ในองค์การแบบนี้สิ่งที่เน้นคือ “เอกภาพ” ภายใต้หลักการว่าทุกคนในหน่วยงานจะต้องมีวิธีคิดแบบเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีความคิดเชิง “เห็นพ้อง” กับ “ผู้บังคับบัญชา” ในทุกเรื่อง
วิบัติที่ 4 ไม่เปิดโอกาสให้ทดลองวิธีทำงานใหม่ ๆ
องค์การแบบนี้เน้นการทำงานตาม “แบบฉบับ” ตามกฎระเบียบหรือตามประเพณีที่ปฏิบัติต่อ ๆ กันมาผู้บริหารระดับสูงจะต้องหาวิธีส่งเสริมให้มีการทดลองวิธีทำงานใหม่ ๆ ได้ในทุกระดับ
วิบัติที่ 5 ไม่รับรู้ความเปลี่ยนแปลงภายนอก
องค์การไม่ตระหนักว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นมีผลกระทบต่อตนหรือหน่วยงานของตน ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม การเปลี่ยนแปลงหรือแรงบีบคั้นจากภายนอก การกำหนดให้หน่วยราชการต้องดำเนินการจัดการความรู้และพัฒนาไปเป็นองค์การเรียนรู้ ก็เป็นการสร้างเงื่อนไขอย่างหนึ่ง
วิบัติที่ 6 ไม่คิดพึ่งตนเองในด้านความรู้
หน่วยราชการต่าง ๆ อยู่ในสภาพ “พึ่งพาความรู้จากภายนอก” คือทำงานตาม “ความรู้” ที่กำหนดไว้ในกฎระเบียบอย่างชัดเจนตายตัว จึงขาดทั้งแนวความคิดและทักษะในการสร้างความรู้ขึ้นใช้เองในงานของตน ข้าราชการที่อยู่ในสภาพนี้นาน ๆ ก็จะ “เป็นง่อยทางปัญญา”
วิบัติที่ 7 ไม่ยอมรับความไม่ชัดเจนในการทำงานบางส่วน
งานบริการในปัจจุบันเน้นผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง “ตามความพึงพอใจของลูกค้าหรือผู้ใช้บริการ” ซึ่งจะไม่อยู่ในสภาพที่ตายตัว ความเข้าใจเรื่องราวตามความพึงพอใจของผู้ใช้บริการก็ไม่ชัดเจนในทุกเรื่อง เมื่อเข้าใจไม่ชัดเจน ความรู้ไม่พอ ก็ต้องสร้างความรู้ขึ้นใช้จะเห็นว่าความไม่ชัดเจนคือบ่อเกิดของความรู้ แต่วัฒนธรรมของราชการเป็นวัฒนธรรมปฏิเสธความไม่ชัดเจน
วิบัติที่ 8 การดำเนินการจัดการความรู้ไม่ได้แทรกเป็นเนื้อเดียวกับงานประจำ ทำให้รู้สึกว่าเป็นภาระ หรือเป็นงานที่เพิ่มขึ้น
การจัดการความรู้ควรดูแลโดยหน่วยพัฒนาองค์การ (OD – Organization Development) ดำเนินการในลักษณะที่การจัดการความรู้ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานรู้สึกว่าตนเองได้รับประโยชน์ เพราะทำให้งานสะดวกขึ้น ผลงานดีขึ้น และในขณะเดียวกัน หน่วยงานหรือองค์การเคลื่อนสู่ความเป็น “องค์การเรียนรู้” และมี “ขุมความรู้”
วิบัติที่ 9 การดำเนินการจัดการความรู้ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่เป้าหมายหลักขององค์การ
มีลักษณะของการจัดการความรู้ที่ดำเนินการถูกขั้นตอนทุกอย่าง มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างเข้มข้น เกิดการยกระดับความรู้ แต่เมื่อประเมินผลกระทบต่อกิจการขององค์การแล้ว พบว่ามีผลน้อยมาก เมื่อตรวจสอบก็พบว่าผู้ดูแลระบบจัดการความรู้ (CKO – Chief Knowledge Officer) ไม่ได้ดูแลให้เป้าหมายของการจัดการความรู้พุ่งไปในทิศทางเดียวกับวิสัยทัศน์และเป้าหมายขององค์การ
วิบัติที่ 10 ไม่มีพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่ทุกคนในหน่วยงานสามารถเข้ามาแลกเปลี่ยน
แบ่งปันความรู้อย่างเป็นธรรมชาติ
กิจกรรมที่สำคัญที่สุดในกระบวนการจัดการความรู้คือ “การแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้”
ซึ่งต้องการ “พื้นที่” ให้คนมาพบปะกัน ทั้งที่เป็น “พื้นที่จริง” และ “พื้นที่ เสมือน” และเป็นพื้นที่ที่อยู่ในลักษณะ “พื้นที่ประเทืองปัญญา”

นายยรรยงค์ บุรีมาศ

kieattisak said...

การจัดการความรู้ในมุมมองของไอที
สมชาย นำประเสริฐ พสิษฐ์ กาญจนสัณห์เพชร
สังคมไทยก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความรู้ เพราะความรู้มีความสำคัญมาก เป็นเครื่องมือที่ทำให้ได้เปรียบในการแข่งขัน การได้มาซึ่งอำนาจและทรัพย์สิน การจัดการความรู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อกำหนดแนวทางที่จะนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้าไปสนับสนุนการบริหารความรู้ขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ยุคสารสนเทศสู่ยุคของความรู้
ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีการพัฒนาระบบ ERP (Enterprise Resource Planning ) เพื่อควบคุมการบริหารงานทั่วทั้งองค์กร ช่วยให้การดำเนินการภายในองค์กรมีความเชื่อมโยงกัน และเชื่อมโยงกับองค์กรภายนอกได้มากขึ้น
ระบบการจัดความรู้ ( Knowledge Management ) กล่าวถึงมากในระบบการศึกษา องค์กรวิจัยและทางธุรกิจ ซึ่งในปัจจุบันมีการพัฒนาโปรแกรมเพื่อช่วยบริหารความรู้ขององค์กร มีลักษณะการทำงานที่สอดคล้องและตอบสนองความต้องการขององค์กร
คนทาง IT มอง KM อย่างไร
การจัดความรู้แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ
1.Explicit Knowledge ความรู้ที่อยู่ในรูปข้อความ คำพูด เอกสารและกระบวนการ
2.Tacit Knowledge ความรู้ที่อยู่ในรูปของภาพ เสียง วีดีโอ
เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารองค์ความรู้ คือ รวบรวมข้อมูลจากระบบอื่น ๆ เพื่อ
ประมวลผลแบ่งกลุ่มและจัดทำดัชนีให้ง่ายต่อการจัดเก็บและสืบค้น เมื่อต้องการใช้ความรู้เหล่านั้น เทคโนโลยีสารสนเทศทำหน้าที่หลักในการบริหารองค์ความรู้ คือ การรวบรวม การจัดเก็บ และการนำความรู้ไปใช้งาน
ปัจจัยเสริมเพื่อให้การทำ KM ให้สำเร็จ
ความสำคัญการบริหารความรู้ภายในองค์กร เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งการบริหารข้อมูลและความรู้ที่เหมาะสมจะช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมายได้ ความรู้จะมีคุณค่าและสร้างประโยชน์กับองค์กรเมื่อนำไปใช้ในการสร้างหรือพัฒนาผลผลิต กระบวนการ การบริหารองค์ความรู้ต้องจัดการที่กระบวนการจัดการความรู้ เช่น กระบวนการจัดเก็บ ค้นหา ดูแล เทคโนโลยีสารสนเทศมีบทบาทมากในการจัดการกระบวนการให้มีประสิทธิภาพดีกว่าใช้คนจัดการ
การจัดการความรู้มีข้อจำกัด ดังต่อไปนี้
1.การจัดการความรู้ระดับปฏิบัติการ ระบบอาจไม่ตอบสนองต่อเป้าหมาย
2.การจัดการความรู้ 2 กลุ่ม คือ Explicit Knowledge ความรู้ในลักษณะของภาษาและสัญลักษณ์ต่าง ๆ และ Tacit Knowledge ความรู้ในลักษณะประสบการณ์และเป็นลักษณะเฉพาะตัว เทคโนโลยีสารสนเทศ สามารถมาบริหารและจัดการความรู้แบบ Explicit แต่ไม่สารถเข้ามาจัดการความรู้แบบ Tacit ได้
3. องค์กรต้องมีการจัดการเพื่อสนับสนุนให้ทุกคนในองค์กรแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกัน
และกัน การปรับปรุงโครงสร้างขององค์กรเพื่อการติดต่อสื่อสารเป็นไปอย่างราบรื่น ลดการแบ่งแยก ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการและเปลี่ยนข้อมูลและความรู้
แนวคิดสำหรับการจัดการความรู้ในองค์กร
ระบบการจัดความรู้ในองค์กร เป็นการวางระบบการจัดองค์ความรู้ซึ่งต้องการปัจจัยหลายด้าน องค์กรต้องมีการกำหนดวัตถุประสงค์ของการนำระบบการจัดความรู้มาใช้และต้องสอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กร ซึ่งจัดการได้โดยการควบคุมจัดการกระบวนการต่าง ๆ เช่น กระบวนการแลกเปลี่ยน การจัดเก็บ การสร้างความรู้ใหม่ การสืบค้น การนำไปใช้ เป็นต้น รวมทั้งสร้างสภาพแวดล้อมภายในองค์กร ที่ทำให้กระบวนการเหล่านี้สามารถทำงานได้ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือสนับสนุนกระบวนการการจัดการความรู้เหล่านี้
ทศวิบัติของการจัดการความรู้ในหน่วยราชการ
วิจารณ์ พานิช


“ทศวิบัติของการจัดการความรู้(Knowledge Managementหรือ KM) ในหน่วยราชการ” คือหลักการปฏิบัติ 10 ประการที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อผลสำเร็จในการดำเนินการจัดการความรู้
วิบัติที่ 1 ภาวะผู้นำที่พิการหรือบิดเบี้ยว
การปฏิบัติของผู้นำที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการจัดการความรู้ ที่สำคัญ ๆ ได้แก่
o ไม่รู้จักและไม่สนใจการจัดการความรู้
o ไม่สนับสนุนหรือสนับสนุนแบบไม่จริงใจ
o ถือประโยชน์ส่วนตนสำคัญกว่าประโยชน์ส่วนองค์การ
o มีการแย่งชิงอำนาจในหมู่ผู้บริหารระดับสูง หรือไม่สามัคคีกัน
o การรวมศูนย์ ของภาวะผู้นำ คือคิด และปฏิบัติ ที่ต้องยึดถือแนวทางทำงานแบบ “เอื้ออำนาจ” (empowerment) ไม่ใช่แบบ “หวงอำนาจ” หรือ “รวบอำนาจ
วิบัติที่ 2 วัฒนธรรมอำนาจ
องค์การที่อยู่ใต้วัฒนธรรมอำนาจ (top – down, command and control) มีลักษณะ
o บุคลากรแสดงความเคารพยำเกรง จงรักภักดีต่อ “นาย” ที่เอื้อประโยชน์แก่ตนได้ และทำงานเพื่อสนอง “นโยบาย” ของ “นาย” เป็นหลัก โดยไม่คำนึงถึงเป้าหมายหลักขององค์การ
o องค์การมีลักษณะเป็น “แท่งอำนาจ” หลาย ๆ แท่งอยู่ด้วยกันในลักษณะแท่งใครแท่งมัน
o การติดต่อสื่อสารมีลักษณะสื่อสารแนวดิ่งภายในแท่งของตน ไม่มีการติดต่อสื่อสารระหว่างแท่ง หรือถ้าจะมีก็ต้องเป็นทางการ โดยผู้มีอำนาจสูงสุดของแท่ง “อนุมัติ” ให้ดำเนินการได้
o การริเริ่มสร้างสรรค์ใหม่ ๆ จะดำเนินได้เฉพาะโดย “นโยบาย” หรือโดยการอนุมัติของผู้มีอำนาจสูงสุดภายในแท่งเท่านั้น
o การปฏิบัติงานต้องเป็นไปตามกฎระเบียบโดยเคร่งครัด
o ความสัมพันธ์เป็นลักษณะ “ผู้บังคับบัญชา” กับ “ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา”
วิบัติที่ 3 ไม่ให้คุณค่าต่อความแตกต่างหลากหลาย
ในองค์การแบบนี้สิ่งที่เน้นคือ “เอกภาพ” ภายใต้หลักการว่าทุกคนในหน่วยงานจะต้องมีวิธีคิดแบบเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีความคิดเชิง “เห็นพ้อง” กับ “ผู้บังคับบัญชา” ในทุกเรื่อง
การจัดการความรู้จะได้ผลสูงส่ง ต่อเมื่อมีผู้ร่วมงานที่แตกต่างหลากหลายในด้านต่าง ๆ มาร่วมปฏิบัติ และร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน โดยมีการพัฒนาทักษะในการใช้พลังของความแตกต่างหลากหลายให้เกิดผลเชิงบวก เชิงสร้างสรรค์
วิบัติที่ 4 ไม่เปิดโอกาสให้ทดลองวิธีทำงานใหม่ ๆ
องค์การแบบนี้เน้นการทำงานตาม “แบบฉบับ” ตามกฎระเบียบหรือตามประเพณีที่ปฏิบัติต่อ ๆ กันมา
ผู้บริหารระดับสูงจะต้องหาวิธีส่งเสริมให้มีการทดลองวิธีทำงานใหม่ ๆ ได้ในทุกระดับ โดยไม่ผิดกฎเกณฑ์กติกา และนำผลการทดลองมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน
วิบัติที่ 5 ไม่รับรู้ความเปลี่ยนแปลงภายนอก
องค์การไม่ตระหนักว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นมีผลกระทบต่อตนหรือหน่วยงานของตน ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม หน่วยราชการอยู่ในสภาพ “ไม่มีวันเจ๊ง” จึงไม่คุ้นเคยกับการขวนขวายปรับตัว ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด แต่ในเวลานี้รัฐบาลได้ใส่เงื่อนไขต่าง ๆ เข้าไปกระตุ้นให้หน่วยราชการและข้าราชการต้องตื่นตัว ทำงานในลักษณะที่จะต้อง “รับมือ” ต่อการเปลี่ยนแปลงหรือแรงบีบคั้นจากภายนอก การกำหนดให้หน่วยราชการต้องดำเนินการจัดการความรู้และพัฒนาไปเป็นองค์การเรียนรู้ ก็เป็นการสร้างเงื่อนไขอย่างหนึ่ง

วิบัติที่ 6 ไม่คิดพึ่งตนเองในด้านความรู้
หน่วยราชการต่าง ๆ อยู่ในสภาพ “พึ่งพาความรู้จากภายนอก” คือทำงานตาม “ความรู้” ที่กำหนดไว้ในกฎระเบียบอย่างชัดเจนตายตัว จึงขาดทั้งแนวความคิดและทักษะในการสร้างความรู้ขึ้นใช้เองในงานของตน ข้าราชการที่อยู่ในสภาพนี้นาน ๆ ก็จะ “เป็นง่อยทางปัญญา” คำว่าปัญญาในที่นี้หมายถึงปัญญาปฏิบัติ คือปัญญาที่ได้จากการปฏิบัติงาน และใช้สำหรับปฏิบัติงาน เป็น “ปัญญารวมหมู่” (collective wisdom) คือ มาจากการเรียนรู้ร่วมกันผ่านการปฏิบัติ แต่จะเกิดการเรียนรู้ร่วมกันในหมู่ข้าราชการในหน่วยงานเดียวกัน
วิบัติที่ 7 ไม่ยอมรับความไม่ชัดเจนในการทำงานบางส่วน
การทำงานโดยยึดผู้ให้บริการเป็นตัวตั้งหรือเป็นศูนย์กลาง ผู้รับบริการ (หรือลูกค้า) ต้องอนุโลมตามผู้ให้บริการ
แต่งานบริการสมัยใหม่เน้นผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง “ตามความพึงพอใจของลูกค้าหรือผู้ใช้บริการ” ซึ่งจะไม่อยู่ในสภาพที่ตายตัว ความเข้าใจเรื่องราวตามความพึงพอใจของผู้ใช้บริการก็ไม่ชัดเจนในทุกเรื่อง เมื่อเข้าใจไม่ชัดเจน ความรู้ไม่พอ ก็ต้องสร้างความรู้ขึ้นใช้จะเห็นว่าความไม่ชัดเจนคือบ่อเกิดของความรู้ แต่วัฒนธรรมของราชการเป็นวัฒนธรรมปฏิเสธความไม่ชัดเจน จึงเท่ากับปฏิเสธบ่อเกิดแห่งความรู้ทำให้ไม่มีโจทย์สำหรับแสวงหาและสร้างความรู้เพื่อการทำงาน ขาด “ตัวช่วย” สำหรับการจัดการความรู้ที่ทรงพลัง
วิบัติที่ 8 การดำเนินการจัดการความรู้ไม่ได้แทรกเป็นเนื้อเดียวกับงานประจำ ทำให้รู้สึกว่าเป็นภาระ หรือเป็นงานที่เพิ่มขึ้น
การจัดการความรู้ควรดูแลโดยหน่วยพัฒนาองค์การ (OD – Organization Development) ร่วมกับหน่วยพัฒนาทรัพยากรบุคคล และหน่วยเทคโนโลยีสารสนเทศ ดำเนินการในลักษณะที่การจัดการความรู้ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานรู้สึกว่าตนเองได้รับประโยชน์ เพราะทำให้งานสะดวกขึ้น ผลงานดีขึ้น ลดงานที่ไม่จำเป็นลง เกิดการเรียนรู้มากขึ้น เกิดความภาคภูมิใจในผลงาน เกิดความรู้สึกว่าตนได้รับการยอมรับนับถือจากเพื่อนร่วมงานเพิ่มขึ้น และในขณะเดียวกัน หน่วยงานหรือองค์การเคลื่อนสู่ความเป็น “องค์การเรียนรู้” และมี “ขุมความรู้” เพื่อการปฏิบัติงานแต่ละชิ้น แต่ละประเภท เก็บไว้ในองค์การ ในลักษณะของความรู้เพื่อการปฏิบัติ ที่ค้นหาได้ทันท่วงที และมีความใหม่ สด อยู่เสมอ
วิบัติที่ 9 การดำเนินการจัดการความรู้ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่เป้าหมายหลักขององค์การ
นี่คือ “จุดตาย” ที่พบบ่อย มีลักษณะของการจัดการความรู้ที่ดำเนินการถูกขั้นตอนทุกอย่าง มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างเข้มข้น เกิดการยกระดับความรู้ แต่เมื่อประเมินผลกระทบต่อกิจการขององค์การแล้ว พบว่ามีผลน้อยมาก เมื่อตรวจสอบก็พบว่าผู้ดูแลระบบจัดการความรู้ (CKO – Chief Knowledge Officer) ไม่ได้ดูแลให้เป้าหมายของการจัดการความรู้พุ่งไปในทิศทางเดียวกับวิสัยทัศน์และเป้าหมายขององค์การ
เข้าทำนอง กระบวนการดี “ต่อยดี” แต่ผิดเป้า หรือไม่ถูกที่สำคัญ
วิบัติที่ 10 ไม่มีพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่ทุกคนในหน่วยงานสามารถเข้ามาแลกเปลี่ยน
แบ่งปันความรู้อย่างเป็นธรรมชาติ
กิจกรรมที่สำคัญที่สุดในกระบวนการจัดการความรู้คือ “การแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้”
(knowledge sharing) ซึ่งต้องการ “พื้นที่” ให้คนมาพบปะกัน ทั้งที่เป็น “พื้นที่จริง” และ “พื้นที่ เสมือน” และเป็นพื้นที่ที่อยู่ในลักษณะ “พื้นที่ประเทืองปัญญา” คือไม่ใช่เป็นพื้นที่ที่ “ไร้ชีวิต” ขาดการดูแล แต่เป็นพื้นที่ที่มี “การจัดการ” ให้เกิดความสนุกสนานในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เกิดความรู้สึกใน “น้ำใจไมตรี” ระหว่างผู้เข้ามา “สนุก” ในพื้นที่ เกิดความรู้สึกภาคภูมิใจที่ตนได้มี “สิ่งละอัน พันละนิด” มาแลกเปลี่ยนแบ่งปันกับเพื่อนร่วมงาน และร่วมกันสร้างความมีชีวิตชีวาในการทำงานหากขาด “พื้นที่ที่มีชีวิต” การจัดการความรู้ในองค์การจะจืดชืด ไม่สามารถเกิดผลอันทรงพลังได้
ที่จริงการปฏิบัติที่เป็นอุปสรรคต่อการจัดการความรู้ยังมีอีกมาก เช่น ความพิการของการสื่อสารภายในองค์การ การไม่มีระบบข้อมูลและการประเมินผลงาน การเน้นกำหนดแผนงานและวิธีปฏิบัติลงไปในรายละเอียด เป็นต้น แต่ในที่นี้จะขอระบุเน้นเพียง 10 ข้อปฏิบัติที่น่าจะเป็นปัจจัยถ่วงหรือหน่วงเหนี่ยวการจัดการความรู้ในภาคราชการมากที่สุดหน่วยราชการที่ต้องการบรรลุผลสำเร็จในการจัดการความรู้สู่การเป็นองค์การเรียนรู้ พึงตรวจสอบ “ปัจจัยสู่วิบัติ” เหล่านี้ และขจัดปัดเป่าออกไปเสีย
นายเกียรติศักดิ์ สุทธิ

nuan said...

ทศวิบัติของการจัดการความรู้ในหน่วยราชการ
บทความเรื่อง “ทศปฏิบัติสู่ความเป็นองค์การเรียนรู้ของหน่วยราชการ” ได้เสนอวิบัติ 10 ประการ และข้อแก้ไข สำหรับพัฒนาหน่วยราชการไปสู่ความเป็นองค์การเรียนรู้
วิบัติที่ 1 ภาวะผู้นำที่พิการหรือบิดเบี้ยว
มีการปฏิบัติของผู้นำระดับสูงขององค์กรเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการจัดการความรู้ คือไม่รู้จักและไม่สนใจการจัดการความรู้ ไม่สนับสนุน ถือประโยชน์ส่วนตน มีการแย่งชิงอำนาจในหมู่ผู้บริหารระดับสูง หรือไม่สามัคคีกัน ผู้นำ ควร ผู้ที่ค้นหาและทดลองวิธีการใหม่ ๆ ในการปฏิบัติงานตามหน้าที่ที่ตนรับผิดชอบ จะเกิด “ผู้นำ” ในบุคลากรทุกระดับภายในองค์การได้ ผู้นำระดับสูงจะต้องยึดถือแนวทางทำงานแบบ “เอื้ออำนาจ” ไม่ใช่แบบ “หวงอำนาจ”
วิบัติที่ 2 วัฒนธรรมอำนาจ
ภายใต้วัฒนธรรมอำนาจ อาจทำให้การปฏิบัติงานผิดกฎระเบียบ อันตรายสำคัญที่สุดก็คือ คนที่ทำงานภายใต้วัฒนธรรมอำนาจเป็นเวลานานจนเคยชิน ศักยภาพในการเรียนรู้และสร้างสรรค์จะหดหายไปองค์การควรมีการยกย่องและให้รางวัลหน่วยงานย่อยที่มีพฤติกรรมหรือกิจกรรมให้ปันความรู้แก่หน่วยงานอื่นภายในองค์การ
วิบัติที่ 3 ไม่ให้คุณค่าต่อความแตกต่างหลากหลาย
การจัดการความรู้จะได้ผลสูงส่ง ต่อเมื่อมีผู้ร่วมงานที่แตกต่างหลากหลายในด้านต่าง ๆ มาร่วมปฏิบัติ และร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน โดยมีการพัฒนาทักษะในการใช้พลังของความแตกต่างหลากหลาย
วิบัติที่ 4 ไม่เปิดโอกาสให้ทดลองวิธีทำงานใหม่ ๆ
การริเริ่มสิ่งใหม่ ๆ และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จะถูกปิดกั้น การดำเนินการจัดการความรู้จะไม่ได้ผล
การจัดการความรู้จะดำเนินไปอย่างทรงพลังได้ บุคลากรภายในองค์การจะต้องกำหนดวิสัยทัศน์ร่วมกันว่าจะร่วมกันหาวิธีทำงานใหม่ ๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายในการพัฒนาองค์การ และผู้บริหารระดับสูงจะต้องหาวิธีส่งเสริมให้มีการทดลองวิธีทำงานใหม่ ๆ ได้ในทุกระดับ โดยไม่ผิดกฎเกณฑ์
วิบัติที่ 5 ไม่รับรู้ความเปลี่ยนแปลงภายนอก
ทำงาน ต่อการเปลี่ยนแปลงหรือแรงบีบคั้นจากภายนอก การกำหนดให้หน่วยราชการต้องจัดการความรู้และพัฒนาไปเป็นองค์การเรียนรู้ หน่วยราชการที่ผู้บริหารระดับสูง และข้าราชการในองค์การยังคงตั้งอยู่ในความประมาทดังกล่าว
วิบัติที่ 6 ไม่คิดพึ่งตนเองในด้านความรู้
ข้าราชการที่อยู่ในสภาพนี้นาน ๆ ก็จะ เป็นง่อยทางปัญญา การเรียนรู้ร่วมกันผ่านการปฏิบัติ จะเกิดการเรียนรู้ร่วมกันในหมู่ข้าราชการในหน่วยงานเดียวกัน จะต้องมีความคิดร่วมกันในการพึ่งตนเองด้านความรู้อย่างน้อยก็ในระดับหนึ่ง
วิบัติที่ 7 ไม่ยอมรับความไม่ชัดเจนในการทำงานบางส่วน
ผู้ให้บริการจะต้องบริการ “ตามความพึงพอใจของลูกค้าหรือผู้ใช้บริการ” ซึ่งจะไม่อยู่ในสภาพที่ตายตัว ความเข้าใจเรื่องราวตามความพึงพอใจของผู้ใช้บริการก็ไม่ชัดเจนในทุกเรื่อง เมื่อเข้าใจไม่ชัดเจน ความรู้ไม่พอ ก็ต้องสร้างความรู้ขึ้นใช้ จะเห็นว่าความไม่ชัดเจนคือบ่อเกิดของความรู้
วิบัติที่ 8 การดำเนินการจัดการความรู้ไม่ได้แทรกเป็นเนื้อเดียวกับงานประจำ ทำให้รู้สึกว่าเป็นภาระ หรือเป็นงานที่เพิ่มขึ้น
การจัดการความรู้ควรดูแลโดยหน่วยพัฒนาองค์การ ร่วมกับหน่วยพัฒนาทรัพยากรบุคคล และหน่วยเทคโนโลยีสารสนเทศ ดำเนินการในลักษณะที่การจัดการความรู้ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานรู้สึกว่าตนเองได้รับประโยชน์ เพราะทำให้งานสะดวกขึ้น ผลงานดีขึ้น ไม่ใช่การโยนงานให้เฉพาะส่วนงาน
วิบัติที่ 9 การดำเนินการจัดการความรู้ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่เป้าหมายหลักขององค์การ
ผู้ดูแลระบบจัดการความรู้ ควรดูแลให้เป้าหมายของการจัดการความรู้พุ่งไปในทิศทางเดียวกับวิสัยทัศน์และเป้าหมายขององค์การ
วิบัติที่ 10 ไม่มีพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่ทุกคนในหน่วยงานสามารถเข้ามาแลกเปลี่ยน
แบ่งปันความรู้อย่างเป็นธรรมชาติ
กิจกรรมที่สำคัญที่สุดในกระบวนการจัดการความรู้คือ “การแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้”
(knowledge sharing) ซึ่งต้องการพื้นที่ ให้คนมาพบปะกัน ทั้งที่เป็น พื้นที่จริง และ พื้นที่ เสมือน และเป็นพื้นที่ที่อยู่ในลักษณะ พื้นที่ประเทืองปัญญา ให้เกิดความสนุกสนานในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เกิดความรู้สึกใน น้ำใจ
หน่วยงานต้องมีการตรวจสอบ วิบัติ 10 ประการ และต้องปรับเปลี่ยนระบบการทำงานเพื่อพัฒนาให้องค์กรเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้
การจัดการความรู้ในมุมมองของไอที
สมชาย นำประเสริฐ พสิษฐ์ กาญจนสัณห์เพชร
สังคมไทยก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความรู้ เพราะความรู้มีความสำคัญมาก เป็นเครื่องมือที่ทำให้ได้เปรียบในการแข่งขัน การได้มาซึ่งอำนาจและทรัพย์สิน การจัดการความรู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อกำหนดแนวทางที่จะนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้าไปสนับสนุนการบริหารความรู้ขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ยุคสารสนเทศสู่ยุคของความรู้
ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีการพัฒนาระบบ ERP (Enterprise Resource Planning ) เพื่อควบคุมการบริหารงานทั่วทั้งองค์กร ช่วยให้การดำเนินการภายในองค์กรมีความเชื่อมโยงกัน และเชื่อมโยงกับองค์กรภายนอกได้มากขึ้น
ระบบการจัดความรู้ ( Knowledge Management ) กล่าวถึงมากในระบบการศึกษา องค์กรวิจัยและทางธุรกิจ ซึ่งในปัจจุบันมีการพัฒนาโปรแกรมเพื่อช่วยบริหารความรู้ขององค์กร มีลักษณะการทำงานที่สอดคล้องและตอบสนองความต้องการขององค์กร
คนทาง IT มอง KM อย่างไร
การจัดความรู้แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ
1.Explicit Knowledge ความรู้ที่อยู่ในรูปข้อความ คำพูด เอกสารและกระบวนการ
2.Tacit Knowledge ความรู้ที่อยู่ในรูปของภาพ เสียง วีดีโอ
เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารองค์ความรู้ คือ รวบรวมข้อมูลจากระบบอื่น ๆ เพื่อ
ประมวลผลแบ่งกลุ่มและจัดทำดัชนีให้ง่ายต่อการจัดเก็บและสืบค้น เมื่อต้องการใช้ความรู้เหล่านั้น เทคโนโลยีสารสนเทศทำหน้าที่หลักในการบริหารองค์ความรู้ คือ การรวบรวม การจัดเก็บ และการนำความรู้ไปใช้งาน
ปัจจัยเสริมเพื่อให้การทำ KM ให้สำเร็จ
ความสำคัญการบริหารความรู้ภายในองค์กร เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งการบริหารข้อมูลและความรู้ที่เหมาะสมจะช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมายได้ ความรู้จะมีคุณค่าและสร้างประโยชน์กับองค์กรเมื่อนำไปใช้ในการสร้างหรือพัฒนาผลผลิต กระบวนการ การบริหารองค์ความรู้ต้องจัดการที่กระบวนการจัดการความรู้ เช่น กระบวนการจัดเก็บ ค้นหา ดูแล เทคโนโลยีสารสนเทศมีบทบาทมากในการจัดการกระบวนการให้มีประสิทธิภาพดีกว่าใช้คนจัดการ
การจัดการความรู้มีข้อจำกัด ดังต่อไปนี้
1.การจัดการความรู้ระดับปฏิบัติการ ระบบอาจไม่ตอบสนองต่อเป้าหมาย
2.การจัดการความรู้ 2 กลุ่ม คือ Explicit Knowledge ความรู้ในลักษณะของภาษาและสัญลักษณ์ต่าง ๆ และ Tacit Knowledge ความรู้ในลักษณะประสบการณ์และเป็นลักษณะเฉพาะตัว เทคโนโลยีสารสนเทศ สามารถมาบริหารและจัดการความรู้แบบ Explicit แต่ไม่สารถเข้ามาจัดการความรู้แบบ Tacit ได้
3. องค์กรต้องมีการจัดการเพื่อสนับสนุนให้ทุกคนในองค์กรแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกัน
และกัน การปรับปรุงโครงสร้างขององค์กรเพื่อการติดต่อสื่อสารเป็นไปอย่างราบรื่น ลดการแบ่งแยก ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการและเปลี่ยนข้อมูลและความรู้
แนวคิดสำหรับการจัดการความรู้ในองค์กร
ระบบการจัดความรู้ในองค์กร เป็นการวางระบบการจัดองค์ความรู้ซึ่งต้องการปัจจัยหลายด้าน องค์กรต้องมีการกำหนดวัตถุประสงค์ของการนำระบบการจัดความรู้มาใช้และต้องสอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กร ซึ่งจัดการได้โดยการควบคุมจัดการกระบวนการต่าง ๆ เช่น กระบวนการแลกเปลี่ยน การจัดเก็บ การสร้างความรู้ใหม่ การสืบค้น การนำไปใช้ เป็นต้น รวมทั้งสร้างสภาพแวดล้อมภายในองค์กร ที่ทำให้กระบวนการเหล่านี้สามารถทำงานได้ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือสนับสนุนกระบวนการการจัดการความรู้เหล่านี้
นางนวลจันทร์ สุแพง 50210010

datchanee yotsaphon said...

ส่งงานครั้งที่ 3
สรุปการจัดการความรู้ในมุมมองของไอที
สมชาย นำประเสริฐชัย , พสิษฐ์ กาญจนสัณห์เพชร
สรุปโดย ดัชนี ยศพล รหัส 5021003
การจัดการความรู้ในความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และวิเคราะห์ถึงข้อดีข้อด้อย เพื่อช่วยกำหนดแนวทางที่จะนำระบบ IT เข้าไปสนับสนุนการบริหารความรู้ขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิผล
ปั๗๗บันมีการกล่าวถึงระบบการจัดการความรู้ ในระบบซอร์ฟแวร์ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการความรู้นั้นแบ่งประเภทของความรู้ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆคือ
1. Eeplicit Knowledge ความรู้มีโครงสร้างชัดเจน สามารถบันทึกจัดเก็บในรูปของ ข้อความ คำพูด เอกสาร คู่มือปฏิบัติงาน กระบวนการ
2. Tacit Knowledge ความรู้ที่ไม่มีโครงสร้างที่ชัดเจนเป็นความรู้แฝงฝัง บางส่วนอาจจะอยู่ในรุปของภาพ เสียง วีดีโอ
ปัจจัยเสริมเพื่อให้การจัดการความรู้ให้สำเร็จ คือ
1. การจัดการความรู้ในแบบที่เป็นการมองจากระดับปฏิบัติ เพื่อสมารถรองรับเป้าหมายและแผนงานธุรกิจขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. ความรู้ที่ถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศสามารถรองรับความรุ้ที่เป็น Explicit Knowledge คือTacit และ Explicit
3.ให้ทุกคนในองค์กรยอมแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน ลดการแบ่งแยก
แนวคิดสำหรับการจัดการความรู้ในองค์กร
ในการจัดการองค์ความรู้ในหลายด้านตามที่ได้กล่าวมาข้างต้นองค์กราต้องมีการกำหนดวัตถุประสงค์ของการนำระบบการจัดการความรู้มาใช้และต้องสอดคล้องกับเป้าหมายรวมขององค์กร
สรุป
ความรู้แบบ Tacit เช่น ทักษะและความสามรถพิเศษทีเกิดจากประสบการณ์และการฝึกฝนของบุคลากร
ความรู้แบบ Explicit สามารถบันทึกจัดเก็บในรูปของข้อความ คำพูด เอกสาร คู่มือ ปฏิบัติงาน กระบวนการ
การจัดการความรู้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้นจึงควรนำการจัดการความรู้มาใช้ให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง

ทศวิบัติของการจัดการควมรู้ในหน่วยงาน
โดย วิจารญ์ พานิช สรุปโดยดัชนี ยศพล 5021003
ทศปฏิบัติสู่ความเป็นองค์การเรียนรู้ของหน่วยงานราชการ ได้เสนอ ข้อปฏิบัติที่ทำให้องค์กร เสื่อมหรือวิบัติมี 10 ประการ ดังนี้
1. ภาวะผู้นำที่พิการหรือบิดเบี้ยว
2. วัฒนธรรมอำนาจ เข่น
*บุคลากรแสดงความเคารพยำเกรง จงรักภักดีต่อนายที่เอื้อประโยชน์แก่ตนได้ โดยไม่คำนึงถึงเป้าหมายหลัก
* องค์การมีลักษณะเป็นแท่งอำนวย หลายๆแท่งที่ไม่ประสานกัน
* ความสัมพันธ์ เป็นลักษณะ ผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชา
3. ไม่ให้คุณค่าต่อความแตกต่างหลากหลาย
4. ไม่เปิดโอกาสใหทดลองวิธีการใหม่ๆ
5. ไม่รับรู้ความเปลี่ยนแปลงภายนอก
6. ไม่คิดพึ่งตนเองในด้านความรู้
7. ไม่ยอมรับความไม่ชัดเจนในการทำงานบางส่วน เอาตัวผู้ให้บริการเป็นศูนย์กลาง
8. การดำเนินการจัดการความรู้ไม่ได้แทรกเป็นเนื้อเดียวกันกับงานประจำ ทำให้รู้สึกว่าเป็นภาระ หรือเป็นงานที่เพิ่มขึ้น
9. การดำเนินการจัดความรู้ไม่ได้พุ้งเป้าไปที่เป้าหมายหลักขององค์การ เป็นตายที่พบบ่อยมาก
10. ไม่มีพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่ทุกคนในหน่วยงานสามารถเข้ามาแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้ (Knowledge sharing)
ยังมีอีกหลายข้อที่พาองค์กรวิบัติ เน้นในที่นี้ 10 ประการ เพื่อตรวจสอบ ปัจจัยสู่วิบัติเหล่านี้ และขจัดปัดเป่าออกไปเสียจากหน่วยงานของท่าน

Orathai.Orathai@gmail.com said...

สรุปบทความ
การจัดการความรู้ในมุมมองของไอที
สมชาย นำประเสริฐ พสิษฐ์ กาญจนสัณห์เพชร
สังคมไทยก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความรู้ เพราะความรู้มีความสำคัญมาก เป็นเครื่องมือที่ทำให้ได้เปรียบในการแข่งขัน การได้มาซึ่งอำนาจและทรัพย์สิน การจัดการความรู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อกำหนดแนวทางที่จะนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้าไปสนับสนุนการบริหารความรู้ขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ยุคสารสนเทศสู่ยุคของความรู้
ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีการพัฒนาระบบ ERP (Enterprise Resource Planning ) เพื่อควบคุมการบริหารงานทั่วทั้งองค์กร ช่วยให้การดำเนินการภายในองค์กรมีความเชื่อมโยงกัน และเชื่อมโยงกับองค์กรภายนอกได้มากขึ้น
ระบบการจัดความรู้ ( Knowledge Management ) กล่าวถึงมากในระบบการศึกษา องค์กรวิจัยและทางธุรกิจ ซึ่งในปัจจุบันมีการพัฒนาโปรแกรมเพื่อช่วยบริหารความรู้ขององค์กร มีลักษณะการทำงานที่สอดคล้องและตอบสนองความต้องการขององค์กร
คนทาง IT มอง KM อย่างไร
การจัดความรู้แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ
1.Explicit Knowledge ความรู้ที่อยู่ในรูปข้อความ คำพูด เอกสารและกระบวนการ
2.Tacit Knowledge ความรู้ที่อยู่ในรูปของภาพ เสียง วีดีโอ
เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารองค์ความรู้ คือ รวบรวมข้อมูลจากระบบอื่น ๆ เพื่อ
ประมวลผลแบ่งกลุ่มและจัดทำดัชนีให้ง่ายต่อการจัดเก็บและสืบค้น เมื่อต้องการใช้ความรู้เหล่านั้น เทคโนโลยีสารสนเทศทำหน้าที่หลักในการบริหารองค์ความรู้ คือ การรวบรวม การจัดเก็บ และการนำความรู้ไปใช้งาน
ปัจจัยเสริมเพื่อให้การทำ KM ให้สำเร็จ
ความสำคัญการบริหารความรู้ภายในองค์กร เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งการบริหารข้อมูลและความรู้ที่เหมาะสมจะช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมายได้ ความรู้จะมีคุณค่าและสร้างประโยชน์กับองค์กรเมื่อนำไปใช้ในการสร้างหรือพัฒนาผลผลิต กระบวนการ การบริหารองค์ความรู้ต้องจัดการที่กระบวนการจัดการความรู้ เช่น กระบวนการจัดเก็บ ค้นหา ดูแล เทคโนโลยีสารสนเทศมีบทบาทมากในการจัดการกระบวนการให้มีประสิทธิภาพดีกว่าใช้คนจัดการ
การจัดการความรู้มีข้อจำกัด ดังต่อไปนี้
1.การจัดการความรู้ระดับปฏิบัติการ ระบบอาจไม่ตอบสนองต่อเป้าหมาย
2.การจัดการความรู้ 2 กลุ่ม คือ Explicit Knowledge ความรู้ในลักษณะของภาษาและสัญลักษณ์ต่าง ๆ และ Tacit Knowledge ความรู้ในลักษณะประสบการณ์และเป็นลักษณะเฉพาะตัว เทคโนโลยีสารสนเทศ สามารถมาบริหารและจัดการความรู้แบบ Explicit แต่ไม่สารถเข้ามาจัดการความรู้แบบ Tacit ได้
3. องค์กรต้องมีการจัดการเพื่อสนับสนุนให้ทุกคนในองค์กรแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกัน
และกัน การปรับปรุงโครงสร้างขององค์กรเพื่อการติดต่อสื่อสารเป็นไปอย่างราบรื่น ลดการแบ่งแยก ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการและเปลี่ยนข้อมูลและความรู้
แนวคิดสำหรับการจัดการความรู้ในองค์กร
ระบบการจัดความรู้ในองค์กร เป็นการวางระบบการจัดองค์ความรู้ซึ่งต้องการปัจจัยหลายด้าน องค์กรต้องมีการกำหนดวัตถุประสงค์ของการนำระบบการจัดความรู้มาใช้และต้องสอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กร ซึ่งจัดการได้โดยการควบคุมจัดการกระบวนการต่าง ๆ เช่น กระบวนการแลกเปลี่ยน การจัดเก็บ การสร้างความรู้ใหม่ การสืบค้น การนำไปใช้ เป็นต้น รวมทั้งสร้างสภาพแวดล้อมภายในองค์กร ที่ทำให้กระบวนการเหล่านี้สามารถทำงานได้ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือสนับสนุนกระบวนการการจัดการความรู้เหล่านี้